Archive for May, 2007

มาทำความสะอาดเครื่องบดกาแฟกันเถอะ!!

Friday, May 25th, 2007

dsc_0359.jpgdsc_0361.jpg

ไม่ทราบว่า เคยล้างเครื่องบดกาแฟกันบ้างรึเปล่าครับ? โดยทั่ว ๆ ไป หลายคนคงนึกไม่ถึง หรือ นึกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย เพราะว่ากาแฟใหม่พอบด ๆ ไป กาแฟเก่าเดี๋ยวก็ตามออกมาเอง … คิดแบบนี้ ก็ถูกต้องครับ แต่กาแฟเก่าที่ตามออกมานั้น ส่วนใหญ่จะต้องถูกสะสมไว้จำนวนนึงก่อน อย่างที่เห็นในภาพไงครับ คือ ถ้าเมื่อเราเอาเครื่องมาใหม่ ๆ เลย พอบดกาแฟครั้งแรกไปปุ๊ป กาแฟส่วนหนึ่งจะต้องไปติดอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในห้องบดกาแฟ หรือ ตามร่อง ตามซอกต่าง ๆ ก่อนส่วนหนึ่ง และ ด้วยส่วนผสมของกาแฟนั้นมีส่วนที่เป็น น้ำมันภายในเมล็ดอยู่ด้วย เลยทำให้ ผงกาแฟติดอยู่กับอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น และเมื่อเราบดกาแฟไปเรื่อย ๆ ผงกาแฟก็จะเริ่มสะสมไปเรื่อย ๆ บางส่วนอาจจะติดกาแฟใหม่ออกมาเจอโลกภายนอกบ้าง แต่กาแฟส่วนนั้นก็จะเหม็นหืน หรือ เหม็นไหม้เพราะการบดการสี ซ้ำไป ซ้ำมาอยู่ภายในเครื่องบดกาแฟ และเพราะเหตุนี้เอง กาแฟเก่าบางส่วนที่ติดออกมาก็จริง แต่ออกไม่หมด และ ยังเป็นผลทำให้กาแฟมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ด้วยครับ ฉะนั้น ทางที่ดี วิธีที่เบสิค สุด ๆ คือ ถอดอุปกรณ์ออกมาทำความสะอาดเป็นประจำ อาทิตย์ละครั้ง ในกรณีที่ขายดี หรือ สองอาทิตย์ครั้ง ถึง เดือนละครั้ง ไม่ควรน้อยไปกว่านี้ คิดเปรียบเทียบเหมือนขับรถหน้าฝนไงครับ คนบางคน อาจจะไม่ค่อยชอบล้างรถหน้าฝน เพราะอาจจะคิดว่า เดี๋ยวฝนก็ชะฝุ่นออกไปแล้ว แต่พอฝนมาก็อาจจะชะฝุ่นออกไปบ้างจริง แต่ก็ไม่หมด รถก็ยังดูบางส่วน ขะมุกขะมอม พอถ้าคุณได้ล้างซักครั้งนึง รถคันงามก็จะเงาปิ๊ง อวดสายตาชาวบ้าน แต่ที่สำคัญ คุณจะรู้สึกสะอาดไปกับรถด้วย (ไม่รู้คนอื่นเป็นกันหรือเปล่า?….แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ )

 

ฉะนั้น เครื่องบดกาแฟก็เหมือนกันรถนั่นแหละ คือ ต้องล้าง ต้องทำความสะอาดเรื่อย ๆ การถอดออกมาล้างนั้น วิธีการขึ้นอยู่กับเครื่องบดแต่ละตัว ต้องลองศึกษาในคู่มือ หรือ ถามจาก บริษัทฯตัวแทนดูว่า ถอดชุดเฟืองบดนั้นต้องทำอย่างไร? เมื่อถอดมได้อย่างในภาพแล้ว ก็จัดแจงนำ แปรงมาปัดทำความสะอาด ดูดเอาผงกาแฟเก่าออกให้หมด แล้วก็จัดแจงใส่กลับไปอย่างเดิม . ฟังดูเหมือนไม่ยาก แต่หลายคนทำไม่ได้จริง ๆ ….

 

ถึงตรงนี้ขอขายของหน่อยแล้วกัน … สำหรับคนที่ไม่มีความชำนาญ หรือ ไม่อยากจะมานั่งหมุนเปิดเครื่องบดเอง ก็อาจจะใช้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องบดกาแฟ ที่มีชื่อว่า Grindz ของ Urnex ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ผลิตจากวัตถุดิบทางอาหาร ไม่มีผลกระทบกับร่างกาย โดยผ่านการตรวจสอบ จาก FDA ของ อเมริกา และ อย. ของประเทศไทยแล้ว (นำเข้าถูกต้องตามกฏหมาย) วิธีการใช้ก็ง่ายมากครับ โดยนำ Grindz ที่มาในรูปแบบเม็ด มีขนาดและรูปทรง คล้ายเมล็ดกาแฟ จำนวนปริมาณ 1/2 - 1 ฝา มาใส่ในโถใส่กาแฟ

 

dsc_0365.jpgdsc_0369.jpg

หลังจากใส่ลงไปในโถบดกาแฟแล้ว ก็ปรับขนาดการบดจากปรกติ (เอสเพรสโซ่ ) ไปเป็นขนาดกลาง (Medium) จากนั้นก็ทำการเปิดระบบการทำงานเป็นปรกติ

dsc_0370.jpgdsc_0372.jpg

เมื่อบด Grindz จนหมดแล้ว ก็เอาเศษผงที่บดออกมาแล้วออกจาก Doser โดยวิธีการปรกติ ออกให้หมด

dsc_0374.jpg

จะเห็นได้จากในภาพ Grindz จะทำหน้าที่ไปนำส่วนที่คงค้างอยู่ในระบบออกมา โดยไม่ทำอันตรายกับ ใบมีดของเครื่องบด หลังจากนั้น ก็นำกาแฟใหม่ใส่เข้าไปตามปรกติ พร้อมกับปรับความละเอียดกลับมาที่เดิม แล้วบดกาแฟใหม่ ไล่เศษผงที่เหลือของ Grindz ออกจากระบบ เพียงเท่านี้ เครื่องบดก็พร้อมใช้งานได้แล้ว และที่สำคัญ ถึงแม้จะมีเศษผงขาว ๆ เหลือตามออกมาจากการบดกาแฟครั้งต่อไป ก็ไม่มีผลต่อรสชาติของกาแฟ และ ไม่เป็นอันตราย 100 % ครับ

dsc_0379.jpgdsc_0380.jpg

และนี่คือผลลัพธ์หลังการใช้ Grindz โดยไม่มีการตกแต่งหรือ ทำความสะอาดด้วยมือ

 

ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องบดกาแฟ Grindz ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาดเครื่องบดกาแฟ และ ประหยัดเวลา อีกทั้งยังปลอดภัยต่อการใช้ง่ายอีกด้วย

dsc_0360.jpgdsc_0379.jpg

ภาพก่อนการทำความสะอาด และ หลังการทำความสะอาดมาเปรียบเทียบให้ดูกันอีกครั้งครับ.

การแข่งขัน USBC 2007 ในมุมมองของข้าพเจ้า

Thursday, May 24th, 2007

p1000081-01.jpgp1000082-01.jpg

p1000088-01.jpgp1000090-01.jpg

p1000093-01.jpgp1000172-01.jpg

p1000100-01.jpgp1000198-01.jpg

p1000096-01.jpg

วันนี้เอาภาพมาขึ้นให้ดูกันก่อนเลยครับ สำหรับการแข่งขัน United State Barista Championship หรือ เรียกกันย่อ ๆ ว่า USBC ปีนี้ เป็นที่น่าสนุก เพราะแชมป์เก่าหลาย ๆ คนก็ลงสนามชิงชัยกันต่อ ผมพูดแบบนี้ หมายความว่าไง? สนุกตรงไหนเหรอ ที่ว่าแชมป์เก่าลงสนามอีกครั้ง? เพราะถ้าเป็นเมืองไทย แชมป์เก่าคงกวาดเอารางวัลไปเรียบเช่นเคย …. อ้าว !! พูดแบบนี้แล้วหมายความว่าไง? หมายความว่า แชมป์ไม่สมควรเหรอ ? สำหรับแชมป์ของไทย ทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ผมเห็นว่าสมควรที่จะได้รับรางวัลแล้ว แต่แตกต่างกับการแข่งขัน USBC ที่ผมได้ไปเห็นมา เพราะว่า ที่นี่การแข่งขันขับเค่ียวกันมาก ไม่มีใครกินใครลง เพราะถึงแม้จะมี ฐานะเป็นถึงแชมป์เก่ามา แต่ถ้าหากขาดการฝึกฝน ขาดการทำการบ้าน ขาดการสร้างสรรค์ อะไรใหม่ ๆ ก็อย่าหวังจะได้กลับมารับรางวัลอีกครั้ง จะเห็นได้จากในรูปที่ผมนำมาโชว์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า การเตรียมตัวของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน เตรียมความพร้อมกันดี ขนาดใหน ….

 

ความแตกต่างอย่างหนึ่งของเรากับ เค้าคือ ของเรามักจะทำไม่ทันเวลา .. แต่ของเค้า เวลาเหลือ ๆ … เหลือขนาด บางคน ทำ shot เพิ่มขึ้นมา แล้วยกขึ้นมา กล่าวกับผู้ชมว่า ” Espresso shot นี้ สำหรับ ผู้ที่มาให้กำลังใจ และ ผู้ชมรอบข้าง ” จากนั้นเค้าก็เท ราดลงในถังข้างหน้าเค้า นั่นถือเป็นลูกเล่น ที่เรียกเสียงฮือ ฮา ได้อย่างมากจากผู้ชม บางคน ยังมีเวลาเดินมาอธิบายการทำ เครื่องดื่มตัวต่อไปให้ กรรมการฟังก่อนที่จะไปทำ , บางคนจะทำ Signature Drink ยังเตรียมอุปกรณ์ มาทำต่อหน้าคณะกรรมการด้วยซ้ำ , หลาย ๆ คน ทำเครื่องดื่มอยู่ หันมาเห็นกรรมการ น้ำดื่มในแก้วที่โต๊ะหมด เดินมาเติมให้ก็มี และ ที่สำคัญ ผู้เข้าแข่งขันที่นี่ ผมรู้สึกว่าเค้าสนุกกันจัง รู้สึกว่าเค้ารู้จักกันไปหมด รู้สึกว่า ใครตกรอบ ก็ไปยินดี ไปลุ้นเพื่อนที่เค้ารอบ และ เห็นว่า แต่ละคนให้ความสำคัญกับกาแฟที่นำมาใช้ในการแข่งขันขนาดใหน บางคนอธิบายได้ถึงแหล่งที่มา ว่ามาจากแหล่งใด หมู่บ้านไหน ต่างจากทั่วไปอย่างไร ด้วยซ้ำ … สำหรับบ้านเรา Barista ส่วนใหญ่ ยังไม่ให้ความสำคัญในด้านนี้เลย บางครั้งทุกอย่างดีหมด แต่กาแฟผมแทบรับไม่ได้เลย ถ้าถามผมกลับว่า แล้วกาแฟแบบใหนล่ะดี … ผมขอบอกเลยว่า ง่ายที่สุด ถือ ลองไปเอากาแฟ Illy หรือ Lavazza มาทำชิมดูก่อนนำกาแฟตัวเองมาแข่งก็ได้ ที่แนะนำมาให้ 2 แบรนด์ในหมายถึงว่า รสชาติแบบนี้อ่ะ เป็นสากลที่สุดแล้ว ไม่ได้ถึงกับสุด ๆ แค่กลาง ๆ แบบ สากล แล้วกลับมาชิมกาแฟของตัวเองที่จะนำมาแข่ง ดูซิว่า ถึงระดับกลาง ๆ แบบที่ผมว่ารึยัง? ผมอยากให้เมืองไทยมีการแข่งขันที่สนุกแบบนี้บ้าง โดยที่ถึงแม้บาริสต้าจะมาจากที่ใดก็ตาม ก็ รู้จักกันหมด มี สปิริต มีความตั้งใจ ไม่ใช่แค่แข่งกันในกับบริษัทไปงั้น ๆ ส่วนชาวอินดี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้ Chain เพราะถ้าคุณซ้อมมาดี และ ทำได้อย่างที่ผมได้ดูในภาพ (ใครอยากเห็นเป็นวีดีโอคลิป ติดต่อผมได้) คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะแพ้เค้าแล้ว แต่ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ จะแย่กว่า…..บ่นมาตั้งนาน เพราะอยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้าง เพราะถ้าเราทำให้มันสนุก คนดูก็จะสนุก คนชมก็จะมากขึ้น รางวัลก็จะใหญ่ขึ้น ความสำคัญก็จะมากขึ้น ชื่อเสียงประเทศตอนไปต่างประเทศก็จะดีขึ้น ฯลฯ เฮ้อ..สงสัยต้องมีการนำผู้เข้าแข่งไปเข้าแคมป์กันก่อนแข่งล่ะมั้ง

ทางเลือกของเมนูใหม่ ๆ

Monday, May 21st, 2007

ช่วงปลายเดือนเมษายน ที่ผ่านมานี้ เป็นหน้าฝนที่ผมรู้สึกมาเร็วมาก เพราะยังรู้สึก เพิ่งร้อน ๆ ไปไม่นานเอง แป๊ป ๆ กลับมาหนาวซะแล้ว เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ เลยพาลให้ ร่างกายเปลี่ยนแปลงในทางแย่ลง กว่าจะดีขึ้นก็ต้องใช้เวลากันพอสมควร โชคยังดี ที่ยังหายทันก่อนเดินทางไกล ๆ … บ่นมาซะยืดยาว ที่เอ่ยถึงเมื่อปลายเดือนเมษาฯ ก็เพราะว่า ทางร้านฯ ผมหมดมุขที่จะหาเครื่องดื่มใหม่ ๆ มาในเพื่อน ๆ และ ลูกค้าขาประจำ ที่เบื่อ ๆ กาแฟแบบเดิม ๆ ให้ได้ตื่นเต้นกับ โรคท้องร่วง … คิดไปคิดมาอยู่นาน หันไปเห็น กาแฟนำเข้า กระสอบหนึ่ง ซึ่งเป็นกาแฟจาก Papua New Guinea ก็เลยนึกครึ้ม อยากลองดูว่า ลูกค้าจะรู้สึกอย่างไรกับกาแฟ ต่างประเทศ ที่โดยรสชาติ แล้ว จะแตกต่างจากกาแฟไทย ชัดเจน ในครั้งนี้ ผมนำกาแฟไทย มาผสม ครึ่งต่อครึ่ง เนื่องจาก จำเป็นจะต้อง ควบคุมต้นทุนไว้บ้าง และ ต้องการลดความ sharp ของรสชาติบางตัว ของ PNG ตัวนี้บ้าง 

coffee_meri_sml.jpg410_koi.jpg

(ชอบรูปนี้ ครับ เพราะเหมือนชาวไร่กาแฟคนนี้ จะพยายามบอกว่ากาแฟแกดีขนาดไหน )

ในช่วงนั้น ผมเดินเข้าร้านรู้สึกถึงได้ของกลิ่นกาแฟที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน และ แน่นอน รสชาติมันต้องเปลี่ยนไปด้วย ในช่วงนั้นได้แต่ลุ้นว่าลูกค้าจะชอบหรือ ไม่ชอบ ลุ้นว่า จะรู้หรือไม่รู้ด้วย เพราะถึงแม้เราจะทำป้ายมาติดไว้ แต่ก็ ไม่ใหญ่โตพอที่จะให้ทุกคนรับทราบ … ผลลัพธ์ จากการสอบถามไปยังลูกค้าประจำ บางคนก็ รับได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้น แต่บางคนรู้สึกตรงกันข้าม !   กาแฟตัวนี้ ผมจำกัดไว้แค่ กระสอบเดียว นั่นหมายความว่า มีพอให้ใช้ที่ร้านแต่ละสาขาไม่เกินหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น  แต่สิ่งหนึ่งจากผลตอบรับที่ได้ เป็นไปในทางที่ผมต้องการ คือ ลูกค้าหลายคน ติดใจ และ มีความต้องการให้เราเพิ่มเครื่องบดอีกหนึ่งตัว เพื่อมีกาแฟเบลนด์ต่างประเทศไว้บริการ โดยใจดีให้เราทำราคาแพงกว่าราคาขายปรกติได้บ้าง แต่ ห้ามแพงเกิน … แต่แค่นี้ ผมก็รู้สึกดีขึ้นแล้วแหละครับ เพราะก่อนหน้านี้เคยน้อยใจอยู่บ้างที่ ลูกค้าหลายรายพูดถึงกาแฟจากบิ๊กแบรนด์ว่าหอมยังงั้น ยังงี้ และยังทำให้ อย่างน้อย ร้านกาแฟ Local Brand แบบผมซึ่งเป็น Micro Roastery ได้ทำอะไรตามฝันขึ้นบ้าง เร็ว ๆ นี้ ผมคงจะได้มีโอกาส คั่วกาแฟ และ เบลนด์กาแฟจากหลาย ๆ แหล่ง สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาบริการให้กับลูกค้าที่ร้านได้บ้าง โดยอาจจะจำเป็นจะต้อง คิดค่าบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยพอกับเฉพาะต้นทุนกาแฟที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น โดยใช้วิธีการเพิ่มเครื่องบดกาแฟอีกหนึ่งตัว ไว้บริการ …เพื่อน ๆ ร้านกาแฟคนไหนสนใจไอเดียนี้ อยากเอามาใช้ที่ร้านบ้างก็ลองดูนะครับ  อย่างน้อยพวกเราชาว Indy จะได้มีอะไรแปลกใหม่บ้าง ให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ทราบว่า ร้านกาแฟแบบเราก็มีกาแฟดี ๆ ไม่แพ้ใคร … และแน่นอน กาแฟเบลนด์ใหม่ ๆ ของร้านผมที่จะมาเพิ่มนั้น อย่างน้อยต้องมีกาแฟไทยเบลนด์อยู่ด้วยไม่น้อยกว่า  30% แน่นอนครับ …ยังไง ๆ ผมก็รักชาติเหมือนกันครับ.

coffee-bar2.jpg

เนี่ยะผมอยากมีร้านอารมณ์แบบนี้เลย คือ มีเครื่องบดหลาย ๆ ตัว มีกาแฟแต่ละแหล่งให้ชิมกันไม่เบื่อ เพราะถึงแม้ลูกค้าผมจะไม่กินเป็น เอสเพรสโซ่ เพียว ๆ แต่อย่างน้อย เค้าก็สนุกกับการกินกาแฟมากขึ้นแล้วอ่ะครับ

มาสร้างสรร เครื่องดื่มปั่นใหม่ ๆ กันเหอะ!

Thursday, May 17th, 2007

ในขณะที่ ทุกวันนี้เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของกาแฟที่ใช้ในร้านกันมากขึ้น เราหันมาใช้เครื่องชงกาแฟที่สามารถควบคุม ตัวแปรต่าง ๆ ได้ดีขึ้น อีกทั้งวันนี้เรายังมีเครื่องบดกาแฟ มากมายหลายแบรนด์ ที่ดี ๆ เพื่อให้ผลทางคุณภาพ หรือ รสชาติของกาแฟเอสเพรสโซ่ หรือ กาแฟชงรูปแบบอื่น ๆ เป็นที่ประทับใจลูกค้า … หลายต่อหลายครั้ง ผมจะบอกกับน้อง ๆ พนักงานเสมอว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมล็ดกาแฟที่ใช้ และ พวกเราเอง

 

วันนี้ในขณะที่นั่งอยู่ในร้านฯ มีลูกค้าเดินเข้ามาพูดคุยกับ น้องพนักงานอย่างเป็นกันเอง และ พูดชมเรื่องเครื่องดื่มปั่นที่ร้านฯ มีคำพูดอยู่คำพูดหนึ่งที่ฟังแล้วทำให้ต้องเงี่ยหูฟัง เพราะลูกค้าคนนี้ได้พูดว่า ” ตอนนี้ผมเจอร้านที่อร่อยอีกร้าน อยู่แถว ๆ สะพานพุทธแล้ว ” น้องพนักงานผมก็ถามว่า เครื่องดื่มเค้าเป็นไงบ้าง เค้าว่า ” พี่กินแต่กาแฟเย็น กาแฟปั่นไม่กิน เพราะ เห็นเครื่องปั่นตัวเล็ก … เดี๋ยวนี้จะซื้อกาแฟปั่น พี่ดูเครื่องปั่นก่อนเลย ..” บทสนทนานี้ ทำให้ผมต้องเริ่มมานั่งเขียนเรื่องนี้ขึ้น โดยทั่วไปแล้ว เจ้าของร้านกาแฟที่กำลังจะเปิดร้านใหม่ นำเงินลงทุนไปทุ่มกับเครื่องชง และ เครื่องบดหมด ไล่ตามลำดับ แต่ลืมให้ความสำคัญกับเครื่องปั่นน้ำผลไม้ จึงทำให้คิดว่าเครื่องปั่นธรรมดาก็คงจะให้เครื่องดื่มเหมือน ๆ กัน นั่นแหละ …

 

แต่โดยส่วนตัวผมแล้ว จะให้ความสำคัญกับเมนูปั่นมาก เพราะเครื่องดื่มปั่น ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็น Signature Drink เป็นหลัก ใครทำก็ไม่เหมือนเราเอง มีสูตรเฉพาะ อย่างเช่น กาแฟปั่น ร้านผม ก็ไม่เหมือน สตาร์บัค ไม่เหมือน 60 latte ของคุณตู๋ ไม่เหมือน Coffee Alley ของคุณกอบ ไม่ใช่ว่า ของผมดีกว่าใคร แต่ผมแค่จะบอกว่า แต่ละร้าน มีเอกลักษณ์ ของใครของมันครับ … ร้านที่ผมเอ่ยมาทั้งหมดนี้ ใช้เครื่องปั่นระดับ คอมเมอร์เชียล ทั้งสิ้น ราคาตัวนึง 3-5 หมื่นครับ!!! ความแตกต่างของเครื่องดื่มปั่นที่ผ่านการปั่นโดยเครื่องพวกนี้ จะแตกต่างกันกับเครื่องดื่มปั่นที่มาจากเครื่องปั่นแบบ home use แน่นอน เพราะแนวความคิดในการสร้างเครื่องปั่นนั้นต่างกัน คือ เครื่องปั่นแบบคอมเมอร์เชียลนั้น จะเน้น หลัก ๆ คือ เร็ว แรง เนียน และ ทน ครับ ข้อแรก ในเรื่องของความเร็วนั้น ไม่ได้หมายความว่าทำให้ประหยัดเวลาเท่านั้น แต่ความเร็วในการปั่น ผสมกับความแรงนั้นจะทำให้น้ำแข็งไม่ละลายไปผสมกับส่วนผสมในแก้วเสียก่อน จึงทำให้ รสชาติที่ได้ เข้มข้น และ เป็นไปตามที่ต้องการจริง ๆ ไม่ทำให้ เครื่องดื่มแยกชั้นระหว่าง ตัวส่วนผสมหลัก กับ น้ำ ข้อ 2 เรื่องความแรง แน่นอน ถ้าเครื่องปั่นที่มีพลังแรง ย่อมสามารถทำให้ การตัด บด หมุนกวน ทำได้ดีกว่า ข้อ 3 เรื่องของความเนียน คือผลลัพธ์ ที่เป็นความต้องการของเครื่องดื่มทุก ๆ แก้ว และ คงความสม่ำเสมอ สุดท้ายคือ เรื่องของความทน นั้น สำคัญอย่างยิ่ง กับร้านที่จำเป็นจะต้องไม่มีปัญหาในช่วงระหว่างเวลาการขาย เพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียรายได้ไปด้วย

 

หนึ่งในเครื่องปั่นที่ผมใช้ แนะนำ และขายด้วย คือ เครื่องปั่นของ BlendTec ครับ เพราะหลังจากที่ได้ใช้มาหลาย ๆ แบรนด์แล้ว ผมติดใจ ตัวนี้ในเรื่องความฉลาดของมันที่สุด ซึ่ง ในอีกหลาย ๆ แบรนด์ก็มีดีเช่นกัน BlendTec นั่นควบคุมการทำงานด้วยระบบ ไมโคร โปรเซสเซอร์ ทำให้การปั่นแต่ละครั้ง มีความเร็ว และ ความแรงไม่เท่ากัน และ เวลาสิ้นสุดไม่เท่ากัน เช่น เครื่องดื่มประเภทผลไม้ปั่นบางเมนู อาจจะต้องการให้ ปั่นช้า ๆ ในตอนแรก เพื่อให้ ใบมีด ทำการสับเนื้อผลไม้ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อน จากนั้นเครื่องจะค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ และ หยุดการทำงานเองเมื่อถึงเวลา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม BlendTec จึงได้รับการเลือกใช้จาก สตาร์บัค และ ร้านกาแฟชั้นนำทั่วโลก มาถึงตรงนี้ จะหาว่าโฆษณาก็ยอมล่ะครับ …แต่ผมไม่พูดเปล่า เราไปดู ภาพ และ link ไปที่ วีดีโอคลิป เลยดีกว่า ครับ

picture-21.jpgpicture-31.jpg

 

ซูชิปั่น ….ใครกล้ากินบ้างอ่ะ ?????

picture-41.jpg

แท่งเรืองแสงปั่น…. สวยดี เหมือนยาวิเศษในหนังเลย ฮิ ฮิ

picture-51.jpgpicture-61.jpgpicture-71.jpg

 

สำหรับ ผู้หญิงบางคน ยอมอดกิน เพื่อเครื่องสำอางราคาแพง … งานนี้ หนุ่ม ๆ เห็นแล้วคงจะแอบสะใจเล็ก ๆ โดยไม่กล้าแสดงออก …. Mr.Tom คนนี้เลยเอามาปั่นให้ คุณผู้หญิงที่ยอมอด เพื่อความสวย เห็นแล้วต้องเสียดายกันเป็นแถว !!!!!!

 ใครอยากดูรายการปั่นแปลก ๆ เข้าไปดูได้ ที่ http://www.willitblend.com/ ได้เลยครับ

Have you got coffee?

Monday, May 14th, 2007

ผมเพิ่งดูหนังเรื่อง You’ve got mail จบอีกรอบ เป็นหนังอีกหนึ่งเรื่องที่ผมชอบมาก เป็นเรื่องราวของ คน 2 คนที่รู้จักกันใน internet แล้วตามมาด้วยความสัมพันธ์ที่รู้สึกดีต่อกัน แต่ไม่เคยพบเจอกัน ในขณะที่ความเป็นจริง 2 คนนี้ รู้จักกันในฐานะ ปรปักษ์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ ซึ่งกำลังจะเปิดร้าน อยู่ ตรงข้ามหัวมุมถนนอีกฝั่ง ดำเนินกลยุทธ์ด้วยการ ลด แลก แจก แถม ในขณะ ที่อีกฝ่ายเป็นร้านขายหนังสือสำหรับเด็ก ที่เล็ก ๆ และเปิดมากว่า 42 ปี มีความรู้เรื่องหนังสือ และ ผู้เขียนเป็นอย่างดี สามารถทำให้เด็กที่มาเลือกซื้อ หรือ ผู้ปกครอง เข้าถึงไปกับหนังสือแต่ละเรื่องได้ดี ในขณะที่บรรยากาศของหนัง ดำเนินไปตามร้านกาแฟต่าง ๆ ใน นิวยอร์ค … ผมประทับใจ คำ ๆ หนึ่งในหนังซึ่งอยู่ในฉากที่ร้านหนังสือ “Shop around the conner” ต้องปิดตัวลง และ มีป้ายเล็ก ๆ อยู่หน้าร้านเขียนไว้ แปลเป็นไทยว่า ” ร้านหนังสือ จำเป็นจะต้องปิดตัวลง หลังจากเปิดมากว่า 42 ปี ซึ่งเคยต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ” … คำพูดสั้น ๆ แต่บ่งบอกอารมณ์ และ อะไรได้หลาย ๆ อย่างในตัวมัน ใครยังไม่เคยดูลองไปหามาดูกันนะครับ

you_ve_got_mail_varesevsd_.gif

 

พูดถึง ร้านหนังสือในหนัง คงจะไม่จำเป็นต้องปิดตัวลง ถึงแม้ หนังสือในร้านราคาอาจจะสูงกว่า เนื่องจากไม่มีส่วนลด แต่ผู้เลือกซื้อจะได้หนังสือที่ตัวเองชอบ และ ยังได้อุดหนุนร้านเล็ก ๆ ที่มีความเข้าใจในธุรกิจตัวเองอย่างดี ถึงแม้จะต้องจ่ายแพงกว่าปรกตินิดหน่อย ….กลับมาถึงเรื่องกาแฟกันบ้าง เป็นที่น่าเสียใจ ที่ร้านกาแฟ แบบ Indy ในเมืองไทย ขนาดขายถูกกว่า ยังสู้ร้านแบรนด์ยักษ์ใหญ่ไม่ได้เลย ถ้าจะว่าเป็นเพราะราคาขายสินค้า แพงกว่า เหมือนในหนังก็คงจะไม่ใช่ เพราะถ้าลูกค้าที่เลือกซื้อคุณภาพในตัวกาแฟเองจริง ๆ จะทราบได้ว่า ร้านเล็ก ๆ ที่ดี ๆ นั้นมีความแตกต่างแน่นอน ในเรื่องรสชาติ … หรือว่า จริง ๆ แล้วลูกค้าเลือกซื้อในเรื่อง สถานที่มากกว่ากัน ซึ่งคงต้องหาคำตอบกันเอาเอง ในช่วงที่มีโอกาสไปดูงาน กาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ที่งาน SCAA 2007 ที่อเมริกานั้น ในงานได้พบกับร้าน Local Brand ที่มีความแข็งแกร่ง อย่างเช่น ร้าน Zoka Coffee & Tea และ ร้านแบรนด์ใหม่ ที่เพิ่งได้รางวัล Roaster of the year มา คือร้าน Intelligentsia นั่นเอง สำหรับ Zoka แล้ว ได้ข่าวว่ากำลังจะเปิดสาขาที่ ญี่ปุ่น เป็น สาขาที่ 6 เร็ว ๆ นี้ อีกด้วย

p1000107.jpgp1000108.jpgp1000207.jpg

2 ร้านที่กล่าวข้างต้นนั้น ต่างจาก ร้าน Big brand อื่นอย่างไรนั่นเหรอ ? อย่างแรก คือ แต่ละร้านนั้นมี โรงคั่ว เป็นของตัวเอง อีกทั้งยังมี Blend กาแฟที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งจะเลือกสรร กาแฟที่ดีจากทั่วโลก มาคั่วและจำหน่ายที่ร้านของตัวเอง อีกทั้งยังมุ่งสนับสนุน ให้ บาริสต้าของตัวเองมีความสามารถ โดยฝึกปรือ และ ส่งแข่งขัน ในรายการ USBC ในทุก ๆ ปีอีกด้วย นั่นหมายความว่า ร้านกาแฟ ทั้ง 2 แห่งนี้ ถ้าคุณสั่ง Cafe’ Latte แน่นอนว่า บาริสต้าจะบรรจงเสริฟ มาในรูปแบบของ Latte Art อันงดงาม อีกทั้งยังมี Signature drink ที่หาชิมที่ไหนไม่ได้ อีกด้วย … ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเป็นเหตุผล ที่เหมาะสมที่ทั้ง 2 ร้านนี้ จะขายเครื่องดื่มภายในร้านโดยเฉลี่ยแพงกว่า ร้าน Big brand และ จาก espresso ที่ผมได้ชิมมานั้น ก็ ยืนยันในเรื่องความเป็น Guru ของผู้บริหาร หรือ เจ้าของได้อย่างถ่องแท้ ระหว่างทาง เดินกลับไปโรงแรมที่พัก ผมพบเห็นร้านกาแฟ Local อีกหลายร้าน ที่เปิดใกล้ ๆ กับร้านกาแฟสีเขียว มีลูกค้ามากมาย ทำให้อิจฉาที่คน อเมริกัน ยอมจ่ายเพื่อ คุณภาพ จริง ๆ และเมื่อกลับมาถึง เมืองไทย ก็ได้ยินว่าร้าน Big brand นั้นกำลัง จะมาเปิดอยู่ข้างหลัง ร้าน Coffee Alley ของเพื่อน ๆ ชาว Indy local brand ซึ่งคุณกอบ เจ้าของร้าน ก็หวั่น ๆ เกรง ๆ อยู่ไม่น้อย ในขณะที่ผมก็ยังมีความเชื่อมั่นว่า ยังไง ๆ ร้านคุณกอบ ไม่น่าจะได้ผลกระทบมากนัก ยิ่งมาแบบนี้ ยิ่งต้องเน้นเรื่องความเป็น House Brand & House blend ยิ่งร้านสาขานี้ ของคุณกอบ มีเครื่องชงกาแฟแบบ lever (คันโยก) ที่ไม่เหมือนใครอีกด้วยแล้ว เพราะให้รสชาติของเอสเพรสโซ่ที่นุ่มนวล จึงยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน เพราะหลัง ๆ สาขาใหม่ ๆ ของ ร้านใหญ่นี้ ใช้แต่เครื่อง Super Auto ทั้งนั้น งานนี้ ยังไง ๆ ผมก็ขอเอาใจช่วยคุณกอบ เจ้าของ Coffee Alley อีกแรงหนึ่งด้วยครับ ถึงวันนี้ ร้านกาแฟเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว อย่าต้องให้ ความตั้งใจ และ คุณภาพของเครื่องดื่มหายไปเลย

… ผมคนหนึ่งอาจจะนิยมชมชอบกาแฟนอก จากหลาย ๆ แหล่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยดูถูก กาแฟไทยที่เราปลูกได้เองเลย และเมื่อฝันของผม ที่เริ่มต้นไปเมื่อปีที่แล้วเริ่มเป็นจริง คือ การที่จะพัฒนาสายพันธุ์กาแฟจาก Catimor ให้เป็น Typica เริ่มเป็นจริง จากผลผลิตจากต้น Typica ที่หลงเหลือเพียงไม่กี่ต้นในไร่กาแฟของเพื่อนผู้ร่วมพัฒนา ในผลผลิต โดยสามารถแยกการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปออกมาได้ เพียง 6 กก. จากกาแฟทั้งหมดกว่า 10 ตัน ในปีนี้ ส่วนหนึ่งในนั้น ผมได้พกติดตัวไปด้วย เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่ผมนับถือ และ สั่งสอนในเรื่องกาแฟแก่ผมมาช่วยดู จึงยิ่งสามารถยืนยันได้ว่า เป็น Typica จริง ๆ (ไว้จะมาเล่าเรื่องนี้ต่อไปในภายหลัง) ทั้งหมดเพียงแค่จะบอกถึง ร้านกาแฟไทยร้านหนึ่งที่มีกาแฟหลากหลายแหล่ง ซึ่งมี Blend เป็นของตัวเอง อีกทั้งยังคั่วมาไม่เกือน 1 เดือน ทั้งยังมี Barista ที่ผ่านการแข่งขันมาแล้วในร้าน และ ลูกค้าก็ต่อแถวรอซื้อกาแฟคุณภาพอันหอมหวล จากเอสเพรสโซ่ ที่มีความมีมิติ ซับซ้อนของรสชาติ ไม่มีรสขมใหม้ โดยที่ลูกค้าทุกคนรับรู้ในข้อนี้เป็นอย่างดี ….. ท่าทางวันนี้ ผมจะตื่นเช้าไปหน่อยแฮะ!!!

dsc_0434.jpg

 

 

jet steam ที่สุดของเครื่องเอสเพรสโซ่ วันนี้

Friday, May 11th, 2007

ตั้งแต่เริ่มต้นมีเครื่องชงกาแฟ แบบเอสเพรสโซ่ ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1948 หรือก่อนกว่านั้น เป็นต้นมา เครื่องชงกาแฟก็ถูกออกแบบให้วางอยู่บนโต๊ะ หรือ บนเคาน์เตอร์บาร์มาโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงวันนี้ มีผู้อุตริ จับส่วนของตัวเครื่อง ตัวทำความร้อนทั้งหมดยัดเข้าไปอยู่ภายใต้เคาน์เตอร์ เพื่อให้บาร์ดูสวยงาม และ ทำให้ บาริสต้า กับ ลูกค้าใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น !!!!!! เครื่องที่ผมกำลังกล่าวถึงอยู่นี่ มีนามว่า ” Jet Steam” รุ่่น Ai-1 ครับ ดูเผิน ๆ ใคร ๆ อาจจะคิดว่าเป็น เครื่องกดน้ำดื่มที่ตกแต่งไว้ให้สวยงามด้วย Stainless ปัดเงา เหมาะที่จะตั้งไว้อยู่ใน Agency โฆษณา สุดหรู แต่จะกี่คนที่จะทราบได้ว่า เจ้าเครื่องชงกาแฟที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี เครื่องนี้ จะถูกจับยัดลงไปภายในเคาน์เตอร์ที่สวยงามอยู่ตรงหน้า กับราคาค่าตัว มหาโหด !!!!!

 

ในช่วงระหว่างงาน SCAA 2007 ที่จัดขึ้นที่ Long beach city ,CA ครั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวเครื่องชงกาแฟหน้าตาแปลกใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าคิดที่จะทำมาก่อน อย่าง Jet Steam นั้น ในครั้งแรกที่เดินผ่านบูธของเจ้าเครื่องตัวนี้ ผมไม่คาดคิดเลยว่า เจ้าเครื่องตัวนี้จะเป็นเครื่องที่ไฮเทคมากขนาดนี้ ซึ่งในตอนแรกนั้นอ่านชื่อแล้วก็แค่คิดว่า เดี๋ยวนี้มีคนคิดค้นเจ้าเครื่อง สตรีมนม อย่างเดียวมาขายเลยเหรอ ยังคิดต่อไปถึง ขนาดว่า คนอเมริกัน นี่ชอบกิน คาปูชิโน่ หรือ ลาเต้ กันจนขนาดสตรีมไม่ทันกันเลยเหรอ ? พอเดินอ้อมเข้าไปถึงข้างหลัง ถึงกะ งง !!! ว่าเจ้าเครื่องตัวนี้อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี ชั้นสูงเลยทีเดียว และ ที่สำคัญ เจ้าเครื่องตัวนี้ไม่ได้เป็นเครื่องสตรีมนมเพียงอย่างเดียวอย่างที่ตอนแรกคิดไว้ แต่กับเป็นเครื่องชงเอสเพรสโซ่อย่างหรูต่างหากเล่า.
p1000163-01-01-01.jpg
อย่างที่เห็นในรูป หากดูเผิน ๆ คงจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า เจ้าเครื่องหน้าตาแบบนี้จะเป็นเครื่องเอสเพรสโซ่ไปได้ มาดูข้างหน้ากันบ้าง ว่าจะมีหน้าตาอย่างไร และใช้ชงอย่างไร

p1000161-01-01-01.jpg

งานนี้ ถ้าบาริสต้า ทำอะไร หรือ ทำช๊อตส่งเดช ที่จะเสริฟให้ลูกค้า ก็เห็น ๆ กันจะ ๆ ไปเลยครับ จะเห็นได้ว่า ผู้ออกแบบและผลิตเจ้า jet steam นี้ มีความต้องการให้ ลูกค้าหันมาสนใจ และ ใส่ใจในกาแฟทุกช๊อต ทุกถ้วยกันมากขึ้น ถึงตอนนี้ เรามาดูตัวเครื่องข้างล่างกันบ้างดีกว่า

p1000160-01-01-01.jpg

มาดูสเป๊คของ Jet steam Ai-1 กันบ้างดีกว่า เจ็ท สตรีม นั้นถูกออกแบบมาให้มีเพียงแค่ 1 หัวกรุ๊ปเท่านั้น ถ้าหากร้านใด มีความต้องการที่จะเพิ่มหัวกรุ๊ปที่ 2 มีอยู่ทางเดียว คือ ซื้อเพิ่มอีกหนึ่งตัว เท่านั้น ตัวเครื่องจึงถูกออกแบบให้มี Boiler อยู่ 2 boiler ภายในเครื่อง แยกการทำงาน ออกจากกันโดยอิสระ boiler แต่ละอันนั้นถูกผลิตขึ้นจาก Stainless 303 ซึ่ง Boiler แต่ละตัวนั้น จะถูกควบคุมด้วย Dual-zone fuzzy logic enhanced P.I.D. temperature control และนำมาประมวลผลรวม และ สั่งการทำงานโดย Sophisticated Logic Control ตรงกลางอีกที (ตัวขาว ๆ จอเขียว ๆ นั่นแหละครับ ) ดูเหมือนว่าเจ้า Jet steam Ai-1 จะไม่ต่างอะไรกับเครื่อง Dual boiler ทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่า Brew Boiler และ หัวกรุ๊ป นั้นอยู่ห่างใกลกันพอสมควรที่จะทำให้ น้ำที่ส่งขึ้นไปนั้นมีอุณหภูมิต่างจากที่ตั้งไว้ … ผู้ผลิตไม่ลืมสิ่งนี้ จึงได้เพิ่ม Brew Group หรือ มีลักษณะ เป็น หม้อต้มน้ำขนาดเล็ก พร้อมตัวทำความร้อน และ เซ็นเซอร์ควบคุม ซึ่งจะประมวลผลให้น้ำถูกทำความร้อนในระดับหนึ่ง ที่ Brew Boiler มาก่อน แล้วจึงมาควบคุมความร้อนเพิ่มให้ได้ค่าที่ถูกต้องตามที่เซ็ทไว้ใน CPU ที่หัวกรุ๊ปอีกทีก่อนที่จะจ่ายน้ำออกจาก Shower น้ำและอุณหภูมิ ที่ออกจากหัวกรุ๊ปนั้นจึงมีค่าเม่นยำและถูกต้อง ถึงขนาดไม่เกิน 0.1 celcius เพราะเหตุใดเครื่องตัวนี้ จึงจำเป็นจะต้องมี Boiler ถึง 3 boiler อยู่ภายในเครื่อง? ผู้ผลิตให้เหตุผลว่า การทำงานต่อเนื่องกันนั้น โอกาสที่น้ำเย็นเข้าไปอย่างรวดเร็วนั้น การจะคุมอุณหภูมิให้ถูกต้อง โดยที่น้ำเย็นไม่ผ่านการทำความร้อนมาก่อนเลยนั้น แทบเป็นไปได้ยาก นอกเหนือจากการชงแล้ว Jet steam ยังให้ความสำคัญของการสตรีม อีก ด้วยการเปลี่ยนจากการหมุนวาล์ว มาเป็นการกดปุ่มซึ่งเรียกซะเก๋ไก๋ไว้ว่า ” Full velocity ” steam และแน่นอน ก้านสตรีมตัวนี้ มาพร้อมกับตัวเลือก(จ่ายเพิ่ม) สำหรับ ก้านสตรีมที่จับได้ไม่ร้อน หรือ ที่เรียกกันว่า Cool touch ,No burn นั่นเอง (ในขณะที่ Brewtus II แถมมาให้เลย …ฮิ ฮิ) และทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของเครื่องชงกาแฟ ไฮเทค Jet steam Ai-1 นั่นเอง .

How to clean espresso machine

Tuesday, May 8th, 2007

คงจะเป็นที่ทราบ ๆ กันดีว่า คุณภาพกาแฟที่ดีแต่ล่ะถ้วยนั้นมีขั้นตอนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายขั้นตอน ซึ่งในที่นี่เราจะมาพูดถึงขั้นตอนที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คน อาจจะนึกไม่ถึง และไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน ซื่งในที่นี้ก็คือ ขั้นตอนการบำรุงดูแล รักษาเครื่องชง และ เครื่องบดกาแฟ นั่นเอง เนื่องจากในตัวเมล็ดกาแฟคั่วนั้นจะมี น้ำมันอยู่ทั้งภายในและภายนอกเมล็ดกาแฟ และ ถ้ายิ่งคั่วเข้มมากเท่าใด น้ำมันก็จะยิ่งออกมาเคลือบเมล็ดมากขึ้น และทุกครั้งที่บดกาแฟนั้น น้ำมันส่วนหนึ่งก็จะไปติดอยู่ตามเครื่องบดกาแฟ และ ตามติดมาที่ภายในระบบ เครื่องชงกาแฟนั่นเอง

หลาย ๆ ครั้ง เข้าคราบน้ำมันเหล่านี้ก็จะแข็งตัว และ เกาะกันเป็นคราบติดแน่นภายในระบบ อันเป็นที่มาของ กลิ่นไม่พึงประสงค์ในถ้วยกาแฟนั่นเอง ถึงวันนี้ บาริสต้าที่ดี ต้องไม่ปล่อยให้กาแฟที่คุณอุตส่าห์ เลือกสรรจากแหล่งปลูกชั้นดี ผ่านกระบวนการแปรรูปที่สะอาด คั่วด้วยเทคนิคและเครื่องที่ทันสมัย ต้องมาเสียรสชาติไปเพียงเพราะกลิ่นหมักหมม และ รสขมจากคราบกาแฟที่ค้างอยู่ในระบบ นี้อีกเลย ลองคิดดูเล่น ๆ แก้วกาแฟหรือ หม้อต้มกาแฟ ที่ใช้งานแล้ว ยังต้องล้างด้วยน้ำยาล้างจานเลย แต่เหตุใด เรายังล้างเครื่องชงด้วยน้ำร้อนอยู่อีก ทั้งยังไม่สามารถล้างเข้าไปภายในด้วยมือด้วยซ้ำ ลองคิดดูเล่น ๆ นะครับ ขนาดเวลาเราดื่มกาแฟจากถ้วยเซรามิคสีขาวสะอาด ๆ แล้ว ยังต้องนำไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานเลย เพราะไม่เช่นนั้นภายในแก้วก็จะมีคราบกาแฟเลอะติดอยู่ อีกทั้งยังรู้สึกมัน ๆ เล็กน้อยจากน้ำมันในเมล็ดกาแฟนั่นแหละครับ เห็นหรือยังครับว่า การล้างเครื่องชงกาแฟนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ แทบจะลืมไม่ได้เลยทีเดียวครับ

ขั้นตอนการดูแลรักษาเครื่องชง

ในทุก ๆ วันก่อนจะปิดร้าน บาริสต้าที่ดีจะต้องเตรียมตัวในการปิดร้าน ปิดเครื่องชงกาแฟ ด้วยการทำความสะอาดเครื่องชงด้วยการ ล้างแบบไหลย้อนระบบ หรือ ที่เราเรียก ๆ กันว่าการ แบล็คฟลัช ( Back Flush ) นั่นเอง ก่อนอื่น ให้ทำการกดสวิตช์ปล่อยน้ำตามปรกติ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ก้านอัด แล้ว ใช้แปรงที่แถมมากับเครื่อง หรือ แปรงที่ออกแบบไว้สำหรับทำความสะอาดโดยเฉพาะ มาแปรงความความสะอาดตามร่องซีลยาง ที่กาแฟเก่าจะติดค้างอยู่

(ตามรูป 1 และ 2 )

dsc_0025-01.jpgdsc_0039-01.jpg

Fig.1 Fig.2

นำ ฟิลเตอร์บอด หรือ Blind Filter มาเปลี่ยนใส่ในก้านอัดกาแฟ (เครื่องบางรุ่นอาจจะแถมเป็นยางกลม ๆ มา ก็ใช้ได้เช่นกัน ) ใส่ลงไปเพียง 3 กรัม หรือ 1 ช้อนชา ( ตามรูป 3 ) แล้วน้ำก้านอัดกาแฟใส่เข้าไปที่เครื่องตามปรกติ แล้วกดปุ่มเปิดระบบชงกาแฟ เป็นเวลา 10 วินาที (ตามรูป 4) แล้วกดปุ่มปิดระบบ ทิ้งไว้เป็นเวลา 10 วินาที ให้น้ำยาเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในท่อ และ ชิ้นส่วนต่าง ๆ ทำซ้ำเช่นเดิมเป็นจำนวน 3-5 ครั้ง .

dsc_0046-01.jpgdsc_0027-01.jpg

Fig.3 Fig.4

นำก้านอัดกาแฟออกจากเครื่อง ซึ่งคุณจะเห็นคราบผงกาแฟเก่า ตกค้างอยู่ กดปุ่มปล่อยน้ำล้างฟองที่ยังคงค้าง และ คราบกาแฟเก่าออก (ตามรูป 5 ) แล้วนำก้านอัดกาแฟใส่เข้าไปที่หัวกรุ๊ปของเครื่องชง โดยที่ไม่ต้องปิดสวิตช์การทำงาน โดยใส่เข้า-ออกอย่างหลวม ๆ เพื่อให้น้ำร้อนไหลท่วมไปล้างคราบที่ยังคงค้างอยู่ภายในซีลยางออกให้สะอาด (ตามรูป 6) แล้วใส่ก้านอัดกาแฟให้แน่นตามปรกติ ทิ้งไว้เป็นเป็น 10 วินาที เช่นเดิม แล้วกดสวิตช์ปิด ทำซ้ำเหมือนขั้นตอนล้างเช่นเดิม 3 ครั้ง เพื่อล้างคราบฟองภายในให้สะอาด เพียงเท่านี้เครื่องชงกาแฟของคุณก็พร้อมที่จะใช้งานในวันรุ่งขึ้นแล้ว

dsc_0030-01.jpgdsc_0036-01.jpg

Fig.5 Fig.6

Every week clean

และทุก ๆ อาทิตย์ บาริสต้าควรจะนำ ก้านอัดกาแฟ ( Potrafilter ) มาแช่ล้างคราบสกปรกของกาแฟเก่า ด้วยการ ละลาย ผง Cafiza ของ Urnex ในน้ำร้อน ภายในภาชนะที่ทำด้วย สแตนเลส หรือ แก้ว แล้วนำ ก้านอัดกาแฟ และ ฟิลเตอร์ แช่ลงไปในน้ำ พอให้ท่วมส่วนที่เป็นโลหะเท่านั้น ทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 15-30 นาที เป็นอย่างน้อย (ตามรูป 7,8,9 ) เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดแล้วจึงนำออกมาล้างทำความสะอาดตามปรกติ ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้วครับ

dsc_0010-01.jpgdsc_0017-01.jpgdsc_0021-01.jpgdsc_0044-01.jpg

ขอแนะนำให้ใช้ผงล้างเครื่องชงที่ ออกแบบมาให้ใช้เฉพาะเครื่องชงกาแฟเท่านั้น เพราะหากมีคราบตกค้างอยู่ จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้ และ ผู้บริโภค อีกทั้ง จะไม่ทำอันตรายต่อเครื่องชงกาแฟที่คุณรักอีกด้วย และผงล้างเครื่องชงกาแฟที่ดี ๆ นั้นอาจจะสังเกตุดูจาก เครื่องหมาย NSF ที่ข้างบรรจุภัณฑ์ก็ได้นะครับ