Archive for June, 2007

CREM G10 mini

Tuesday, June 26th, 2007

วันนี้ขอขายของกันตรง ๆ นะครับ เพราะหลายคนไถ่ถามถึง หน้าตา เจ้า CREM G10 mini กัน ผมเลยนำภาพและข้อมูลคร่าว ๆ มาให้ดูกันครับ

g10mini.jpg

สำหรับ G10 mini แล้ว อาจจะไม่ใช่เครื่องชงกาแฟที่ ไฮเทค หรือ สวยงามมากนัก แต่ก็ครบถ้วนสำหรับความต้องการและ ความทนทาน ตัวเครื่องประกอบจาก สแตนเลส และ โลหะพ่นสี ซึ่งน่าจะแข็งแรงกว่าพลาสติกทั่ว ๆ ไป บรรจุมาพร้อมกับ Boiler ขนาด 6 L. ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการสตรีมนมเลย สำหรับเครื่องหัวเดียวแล้ว คงไม่มีอะไรแตกต่างกันนัก กับเครื่องแบรนด์อื่น ๆ แต่สิ่งที่ G10 mini ทำได้ดีมาก ๆ คือ เรื่องของ Shot กาแฟที่ไหลออกมาได้สวยงาม เหมือน ๆ กับ G10 2 gr. เลยทีเดียว ซึ่งนั้นเป็น ข้อดีของ หัวกรุ๊ปแบบ e61 (Registered pre-infusion chamber) ที่มีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร

g10mini-doge.jpg

การควบคุมการทำงานของ G10 mini ก็ง่ายมาก เพราะมีระบบ Volumatic ติดตั้งมาให้พร้อมกันทุกตัว แต่สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจ และ น่าใช้มากของ G10 mini คือ ก้านสตรีมแบบ “ไม่ไหม้มือ” หรือ ” No burn ” เป็นก้านสตรีมที่อำนวยความสะดวกต่อการใช้งานในวันที่ยุ่ง ๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะ ผิวหนังจะไม่มีทางถูกแนบด้วยโลหะร้อน ๆ ให้กลายเป็น เหมือนโดนลงโทษในการทำผิดอะไรมา และ ก้านสตรีมแบบนี้ จะไม่มีคราบนมแห้งใหม้ติดก้าน ทั้งยังทำความสะอาดได้ง่าย อีกด้วย

noburn.gif

สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ การป้องกันปัญหาที่เกิดจาก หินปูน จากน้ำที่นำมาใช้ แน่นอน น้ำแต่ละแห่งอาจจะมีค่า หรือ ความสะอาดไม่เท่ากัน โดยส่วนใหญ่แล้ว น้ำที่มีความกระด้างมาก จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ เกิดคราบตะกรัน ใน Boiler และ ถ้าหาก Flowmeter ถูกติดตั้งในส่วนของน้ำร้อนด้วยแล้ว อุปกรณ์ตัวนี้ ที่มีหน้าที่วัดระดับน้ำเพื่อสั่งให้หยุดน้ำเมื่อถึงระดับที่โปรแกรมไว้ ก็มีโอกาสจะเพี้ยน หรือ เกิดปัญหาในการทำงานได้ง่ายขึ้น แต่ตัว G10 mini นี้ ได้ติดตั้ง Flowmeter มาในส่วนของน้ำเย็น จึงทำให้ยืดอายุของอุปกรณ์ และ ปัญหาการใช้งานได้เป็นอย่างดี และ ที่โรตารี่ปั๊มในส่วนของทางน้ำเข้า และ ทางน้ำออก ในส่วนบนของ thermosiphon ได้มีการติดตั้ง Magnetic Block มาให้เพื่อใช้ปรับสภาพโมเลกุลของน้ำ เพื่อช่วยในเรื่องของ การเกิดตะกรัน และ ยังมีผลทำให้ รสชาติของน้ำที่ออกมาดีขึ้นด้วย

ถ้าหากเปรียบเทียบกับ สิ่งที่ได้รับ กับราคาค่าตัวของ CREM G10 mini แล้วจะเห็นได้ว่า มีความคุ้มค่ามาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้จะต้องทดสอบและทดลองด้วยตัวเอง เพื่อจะได้เครื่องที่่เหมาะสมกับความจำเป็นของตัวเองได้ดีที่สุดครับ .

Grinder Test

Monday, June 25th, 2007

ผมคิดอยู่นานว่าจะเอาบทความนี้ไปลงในที่สาธารณะที่อื่นด้วยดีหรือเปล่า อย่างกระทู้ของสมาคมฯ แต่เมื่อมาดูอุปกรณ์ที่นำมาทดสอบส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผมนำเข้ามาจำหน่ายเป็นหลัก จึงอาจจะไม่เหมาะสม เพราะจะกลายเป็นการโฆษณาแอบแฝงกันไป …

หลังจากที่ผมตกลงและตัดสินใจที่จะนำ เครื่องบดกาแฟ Compak เข้ามาจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แล้วนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทดสอบเพื่อจะได้รู้ว่าเครื่องบด compak นั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ในครั้งนี้ผมได้ชักชวนคุณหมอพร เข้ามาเล่นและทดสอบ กันด้วย โดยที่คุณพรก็ไม่ลืมยกเจ้า Eureka MDL ตัวเก่งมาด้วย และ ยังติด เครื่องบดมือ Zassen haus มาด้วย งานนี้เราเลยมีเครื่องบดกาแฟเพียบ จากคราวที่แล้วที่เราเคยทดสอบกันระหว่าง Flat burr กับ Conical กันแล้วนั้น ตอนนี้ เราเลยมีโอกาสได้ทดสอบระหว่าง Flat burr VS Flat burr และ Conical VS Conical กันด้วย และเนื่องจากเครื่องบดในครั้งนี้แต่ละตัวเป็นเครื่องบดใหม่ ๆ กันทั้งนั้น เลยไม่มีใครได้เปรียบ หรือ เสียเปรียบกันในเรื่องความคมของใบมีดแล้ว

grindertest.jpg

ในวันนี้เราเลยมี เครื่องบด กันเกือบ 5 ตัว คือ

mahlkoenig-k30es.jpg

1. Mahlkoenig K30es Vario

compak-k10wbc.jpg

2.Compak K10 WBC

eureka-mdl.jpg

3.Eureka MDL

zassen-haus.jpg

4.Zassen haus

k3-touch.jpg

5.Compak K3 touch

 

โดยได้เครื่องชงที่ใช้ในการชงกาแฟคือ CREM G10 multi boiler และ ใช้กาแฟหลักที่ทดสอบคือ Ethiopia Harar เป็นกาแฟที่ใช้ในการทดสอบกันครับ เนื่องจาก กาแฟตัวนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของ ความซับซ้อน และ เป็น Dry Process ซึ่งมีรส และ ลักษณะเฉพาะอยู่มาก

ในวันนี้ คุณพรทำหน้าที่เป็น Barista หน้าตาดี เหมือนเดิม!

testing.jpg

โดยก่อนที่จะเร่ิมนั้น พอดีลูกค้าท่านหนึ่งเดินทางมา ดูเครื่องชงกาแฟพอดี เราเลยได้ทดลองชงกาแฟ จากเครื่อง Brewtus II อีกด้วย ซึ่งสำหรับการชงผ่าน Brewtus II นั้นคงต้องให้คุณพรมาอธิบายอีกทีว่ารู้สึกอย่างไร เพราะช่วงนั้นผมยุ่งมาก เลยไม่ได้ชิม

คราวนี้เรากำหนดอุณหภูมิกันไว้ ที่ 94 c. โดยเริ่มจาก Eureka MDL ก่อน ผลที่ได้จากกาแฟที่ผ่านการบดจาก MDL ยังเหมือนเดิม คือให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล แต่หนักแน่น มีิความรู้สึกเป็นเนื้อ จากการสัมผัสที่ลิ้นได้อย่างชัดเจน ในขณะที่ ลักษณะเด่นของกาแฟ Dry Process ยังคงชัดเจน และ เป็นเอกลักษณ์อย่างดี และในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน กลิ่นผลไม้สุกประเภท บลูเบอร์รี่ ก็ลอยขึ้นโพรงจมูก โดยมีกลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ซึ่งไม่ชัดเจนเท่ากาแฟจาก Yirgachaffe ติดท้ายจากการหายใจออก ผลสรุปคือ เครื่องบดกาแฟแบบ Conical นั้นยังคงทำหน้าที่ได้ดีเช่นเดิม

จากนั้นเราก็มาบดกาแฟจากเครื่องบดกาแฟตัวต่อมาซึ่งก็คือ Compak K10 WBC ซึ่งเป็นเครื่องบดแบบ Conical รอบต่ำเพียง 340 รอบ โดยจะเห็นได้ชัดว่ากาแฟจะออกมาช้ากว่าตัวเมื่อกี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่า Compak ทำได้ดีมาก ๆ กับเครื่องบดตัวนี้คือ Doser และ ชุดเฟืองบดตัวบน ที่มีหน้าที่ในการปรับความละเอียดแบบ Stepless นั่นเอง คือ ชุดอุปกรณ์ที่เป็นตัวปรับและคอเฟืองตัวนี้ เป็นอลูมินั่มหล่อ และ ขัดมันเก็บงานมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังปรับปรุงการล๊อคการเคลื่อนที่ของเกลียว ด้วยหมุดยึดจากด้านบน แทนที่ การยึดจากด้านข้าง แบบเดิม ๆ และ Doser ซึ่งถือเป็นอุปกรณ์ที่ สัมผัสกับผู้ใช้มากที่สุด ก็ออกแบบมาอย่างดี โดยใช้วัสดุที่แข็งแรงทุกชิ้นส่วน ง่ายต่อการทำความสะอาด และ ยังปล่อยผงกาแฟจาก Doser มายัง Potrafilter ได้ตรงไม่เลอะเทอะ ซึ่งผมต้องการทดสอบว่าจริงอย่างที่คุณพรว่าไว้หรือไม่ ก็เลยทดสอบดึงผงกาแฟให้ร่วงลงถาดรองผงกาแฟเล่น โดยผมดึงก้านปัดผงกาแฟ อย่างเร็วและแรง เสมือนการทำงานโดยปรกติในบาร์ และผลที่ได้ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ อย่างที่คุณพรว่าไว้ ถ้าดูในรูปจะเห็นว่า ผงกาแฟนั้นจะกองพูนขึ้นตรงกลางจริง ๆ

compakdose.jpg

ไว้ผมจะมาเล่นเจ้า Compak K10 WBC จริง ๆ จัง ๆ อีกที โดยจะถอดอุปกรณ์ภายในมาดูกันเลยครับ แต่คราวนี้ มาพูดถึง กาแฟที่บดและชงผ่านเจ้าตัวนี้ ว่าเป็นไง … ผลปรากฎว่า espresso ที่ได้มานั้น คล้ายและเหมือนกาแฟจาก MDL มาก ความแตกต่างผมแทบไม่ค่อยรู้สึก แต่ช่วงที่ทำตัวนี้นั้น ผมก็มีธุระอื่นเหมือนกัน ทำให้สมาธิเสียไปพอสมควร จึงไม่สามารถแยกความต่างได้อย่างชัดเจน คงต้องให้คุณพร หรือ คุณเต้ย มาขยายความรู้สึกอีกที

และแน่นอน ตัวต่อมา ก็เป็น Mahlkoenig K30es ตัวเดิม คราวนี้เอสเพรสโซ่ที่ชงออกมานั้น ต่างกัน จนแทบจะนึกว่าเป็นกาแฟคนละตัวเลยทีเดียว เพราะถ้าชงออกมาในเวลาที่ได้พอ ๆ หรือ เท่า ๆ กับ เคริ่องบดกาแฟแบบ Conical นั้น จะรู้สึกว่า กาแฟจะ Sharp และ กระจ่าง เบากว่า ไม่หนักแน่น หรือ เป็นมวล (Round) แบบ Conical แต่ก็ยังมีเอกลักษณ์ ที่โดดเด่นแบบ Flat Burr ที่ Conical ให้ไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งความเห็นผมนั้น คิดว่า ถ้าได้ปรับกาแฟให้ละเอียดขึ้นอีกนิด เอสเพรสโซ่ที่ได้น่าจะ ได้ Body ที่ดีกว่านี้

แต่ที่ทำให้ตกใจไปเหมือนกันในครั้งนี้ก็คือ กาแฟที่ผ่านการบดจาก เครื่องบดกาแฟ Compak K3 Touch นั้น ให้ผลใกล้เคียงกาแฟที่ได้จาก Mahlkoenig พอสมควร อาจจะด้อยกว่าบ้างก็ในเรื่องของความ กระจ่าง และ Flavor ที่ได้จาก K30 es นั้นชัดเจนกว่า K3 touch อยู่เล็กน้อย แต่เมื่อมาดูเจ้า Compak K3 touch ใกล้ ๆ ว่าเป็นเครื่องบดกาแฟแบบใหนกันแน่ เพราะหน้าตาแปลก เหลือเกิน ..

Compak K3 Touch นั้นถูกออกแบบมาให้ เป็นแฝดของ Compak K3 Elite ต่างกันก็ตรงที่ Elite เป็นเครื่องบดที่มี Doser เหมือนปรกติทั่ว ๆ ไป แต่ K3 Touch นั้น ถูกออกแบบมาให้เป็นแบบ Grind on demand โดยสามารถตั้งเวลาให้กาแฟบดออกมาได้ปริมาณที่เราตั้งการได้แบบ Single shot เท่านั้น ถ้าหากต้องการแบบ Double shot ก็แค่กดสวิตซ์อีกครั้ง เพราะวงจรที่ใช้กับตัวนี้เป็นระบบ ง่าย ๆ โดยที่ K3 touch ไม่ลืมที่จะมี สวิตซ์บดกาแฟต่อเนื่องติดมาด้วย ดูเหมือนจะใช้ยากสำหรับเจ้า K3 Touch แต่ถ้ามองถึงราคาค่าตัวที่ห่างกับ K30es อยู่หลายเท่าตัว ทำให้ K3 Touch ดูน่าสนใจขึ้นโดยทันที ซึ่ง K3 ทั้งสองรุ่นนั้น ใช้เฟืองบดขนาด 58 mm. ปรับความละเอียดของผงกาแฟได้อิสระ (Stepless) ถือเป็นเครื่องบดขนาดกลางที่ไม่เลวเลยทีเดียว (ใครสนใจ K3 Elite ลองติดต่อที่ Hillkoff.com หรือ คุณอ๋า BlueKoff.com ได้ครับ )

ทดสอบกันไปหลาย ๆ เที่ยว เผอกลืนไปก็เยอะ เริ่มเมา ๆ คาเฟอีน กันแล้ว เราเลยออกกำลังกายกัน ด้วยการมาบดกาแฟโดย ใช้แรงคนหมุน เจ้า Zassen haus ได้หอบกันไปหลายแฮ๊ก กว่าจะได้ 2 shot … ไม่รู้เพราะเหนื่อยหรือ เพราะ มึนกันแน่ แต่กาแฟที่ได้จาก Zassen haus ตัวนี้ ดีเหลือเชื่อ !!!! จากกาแฟตัวเดียวกัน เวลาเท่า ๆ กัน ตอนแรก ๆ ที่ชิมไปจากเครื่องบดที่ผ่านมานั้น กาแฟจะมีติด Bitter มาเล็กน้อยมาก ซึ่งผมก็คิดอยู่ในใจว่า คงมาจากการคั่วเข้มของผม ซึ่งตั้งใจจะคั่วไว้ใช้กับ Espresso Blend แต่ผลจากการบดของZassen haus เรียกได้ว่า แทบไม่มี Bitter ติดมาเลย กลายเป็นว่า งานนี้ เรียกกันได้ว่า ” Simple is the best “ จริง ๆ ว่า ๆ ไป อะไร ๆ ก็ดีอยู่สำหรับเครื่องบดมือหมุนตัวนี้ เสียอย่างเดียวคือ ใช้ยาก ไปหน่อย

ถึงวันนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า ใบมีดของเครื่องบดนี่ ปล่อยไว้ไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะความอร่อยของกาแฟนี่ มาจากเรื่องนี้เป็นหลักเลยทีเดียว จะเครื่องบดอะไรก็ตามในเวลานี้ คงจะไม่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงจนเกินไปนัก ถ้าอยู่ในระดับ เดียวกัน จะต่างกันก็เครื่องรูปร่าง และ ความแข็งแรง และ ความน่าใช้ซึ่งผมถือว่าสำคัญมากในเรื่องนี้

g10-multi.jpg

ช่วงท้าย ๆ เราเลยได้มาเล่น ๆ เครื่องชง G10 multi boiler กันมากขึ้น ได้ลองสตรีมนม เท Latte Art กันหลายแก้วอยู่ นอกจาก shot กาแฟที่ได้จากเครื่องนี้ซึ่งนิ่งมากแล้ว ผมยังพบข้อดีของก้านสตรีม แบบ ” ไม่ไหม้มือ ” หรือ ” No burn ” อีกด้วย

สิ่งหนึ่งก็คือ หลังจากที่สตรีมแล้ว ปรกติจะมีนมเกาะอยู่ที่ก้านจำนวนหนึ่งเลยทีเดียว และถ้าเอาผ้าแห้งไปเช็ดนั้น ก็จะทำให้คราบนมแห้งติดก้านเลย แต่สำหรับก้านสตรีมแบบ No burn นั้น กลับง่ายต่อการเช็ดทำความสะอาดหลังสตรีมมาก เพราะผ้าแห้งก็เช็ดได้สบาย ๆ ไม่มีคราบนมแห้งไหม้ติดก้านเป็นคราบขาว ๆ เพราะความที่ก้านด้านนอกไม่ร้อนนั่นเอง เลยทำให้ เป็นมิตรกับ Barista มากขึ้นครับ .

 

  • คุณพร ผมขออนุญาตินำความเห็นที่คุณพรตอบไว้ใน หัวข้อที่แล้วมา Post ไว้ด้วยนะครับ

 

พร Says:

 

June 24th, 2007 at 6:33 pm

 

 

  • เพิ่งตื่นเหมือนกันครับ หลังจากที่อยู่เวรเมื่อคืน
    โดยสรุปผมชอบk10 มาก ๆ ตรงเรื่องโดสที่ตรง ทำความสะอาดง่ายมาก กาแฟค้างน้อย รูปร่างสวย(แต่ของผมสวยกว่านะ อิอิ) รอบต่ำมาก ๆ แค่ 340RPM
    -เทียบกับตัวEureka MDL ของผมซึ่งผงกาแฟค้างเยอะ และโดสไม่ตรง ทำความสะอาดยาก อารมณ์เหมือน nuova MDX ยังไงยังงั้นเลยครับ
    ส่วนMDL ที่ผมชอบมากกว่าก็คงเป็นเรื่องความสวยและขนาดที่ไม่เทอะทะ บดเร็วมากกว่า รวมถึงมีระบบออโต้ที่เปิดปิดกาแฟได้เองซึ่งดีมาก ๆ ในร้านที่บดกาแฟเยอะ ๆ)
    แต่ถ้าเอาคุ้มค่าเงินเมื่อเทียบกับราคาก็ต้องZassenhaus เครื่องบดมือเลยครับ ประมาณ 5 พัน แต่คุณภาพที่ได้เล่นเอา MR.Z อึ้งไปเลย
    ส่วน K3 ที่ได้ลองเล่นผมว่ามันต้องขายดีแน่ ๆ รสชาติที่ได้แทบไม่ต่างกับเครื่องบดทั้งที่เป็นflat burrระดับสุดยอดแบบ mahlkoniek หรือเฟืองบดแบบ conical ทั้งสองตัวคือ K10 กับEureka
    สุดท้ายผมก็ยังยืนยันว่าเฟืองบดทั้งสองแบบให้รสชาติที่ต่างกันครับ และมีข้อดีข้อเสียในแต่ละตัวซึ่งคงเป็นความชอบของแต่ละคนแล้วครับว่าชอบรสชาติแบบไหน ต้องลองครับ ถึงจะเข้าใจ

  • พร Says:
    June 24th, 2007 at 8:31 pm eแหะ ๆ ลืมสิ่งสำคัญที่สุดในกาแฟชิมกาแฟครั้งนี้ครับ
    เครื่องชง G10!! นั่นเอง ต้องบอกว่าเป็นพระเอกของงานนี้เลยครับ ประทับใจสุด ๆ
    จากที่เคยมองแค่ตัวกาแฟกับเครื่องบดเป็นหลัก ตอนนี้ต้องมอง ๆ เครื่องชงประเภทมัลติบอยเลอร์ไว้อีกตัวเพราะว่ามันใช้งานง่ายมาก ๆ โดยเฉพาะกับบาริสต้าที่ยังไม่เก่ง (ยกตัวอย่างเลย ก็ผมนั่นแหล่ะ บดกาแฟแต่ละครั้งไม่ค่อยเท่ากันเท่าไหร่ ตัวนี้ช่วยได้ครับ ช็อตไหลนิ่งดีมาก ถ้าเป็นป้าซิลเวียที่บ้านรับรอง ป้าแกงอนกระจาย ช็อตคงจะแกว่งเละเทะกว่านี้เยอะ)
    ส่วนลูกเล่นอื่น ๆโดยรวมผมว่าโอเค ก้านสตรีมแบบno burn สตรีมง่ายมาก
    ใครที่คิดจะซื้อเครื่องชง 2หัว ในงบประมาณนี้ ห้ามพลาดที่จะต้องมาลองก่อนเลยครับ ไม่งั้นอาจเสียใจได้(อ้อ ข้อเสียที่ผมนึกได้นะครับ รูปร่างมันเหมือนklub จิง ๆ นะคุณ Z อย่าโกรธกันนะ

 

 

Hang!!!

Sunday, June 24th, 2007

วันนี้ผมได้นัดคุณพร หมอศัลฯ สุดหล่อ มาทดลอง เครื่องบดกันอีกครั้งครับ วันนี้บังเอิญ คุณเต้ย แห่ง Banoffee Coffee เชียงราย แวะมาหาด้วย เลยได้มีโอกาสชิม และ เมากาแฟกันหลายคนหน่อย ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องการทดสอบ และทดลองใช้เครื่องกันนั้น ผมขอนำภาพมายั่วน้ำลายกันก่อนนะครับ เพราะตอนที่พิมพ์นี้จะตี 4 อยู่แล้ว ฤทธิ์ กาแฟที่ลองกันวันนี้ ยังไม่ส่าเลยครับ ….. อูยยย

coffeeshot.jpg

cremg10.jpg

rbtamper.jpg

compakk10wbc1.jpg

compakk10wbc2.jpg

artistasause.jpg

วันนี้ขอไปนอนก่อนนะครับ เดี๋ยวจะมาว่ากันอีกที…

G10 Lux

Friday, June 22nd, 2007

เมื่อวานผมนำเจ้า CREM G10 Lux เข้าไปติดตั้งที่โรงพิมพ์ธนบัตร ซึ่งต่อไปนี้ เจ้า G10 ตัวนี้จำเป็นจะต้องบริการพนักงาน ภายในโรงพิมพ์ธนบัตรไทย เพื่อไม่ได้ ง่วงหงาว หาวนอนอีกแล้วครับ

 

g10lux1.jpg

 

สำหรับ G10 Lux จะไม่เหมือน G10 Multi boiler ก็ตรงที่ เป็นระบบ Heat Exchange โดยควบคุมความแม่นยำของอุณหภูมิ Boiler ด้วย PID เทคโนโลยีครับ โดยเราสามารถปรับตั้งค่าได้ด้วยตนเองหน้าเครื่องเลย ในกรณีที่ต้องการอุณภูมิน้ำที่ใช้ชงกาแฟ สูงขึ้น หรือ น้อยลงก็ได้ จะต่างกับ Multi Boiler ก็ต้องที่ตั้งอุณหภูมิ ให้ไม่เท่ากันในแต่ละหัวกรุ๊ปไม่ได้เท่านั้นเอง คราวที่ผมไปติดตั้งที่นี่ ผมได้ปรับจูนอุณหภูมิไว้ที่ 92 องศาเซลเซียส ครับ ทำให้เหมาะกับกาแฟที่นำมาใช้กับที่นี่ ซึ่งผมคั่วไว้เข้มกว่าตัวปรกติ ที่ใช้อยู่ประจำ และตั้งแต่อาทิตย์หน้าไปนี้ ร้านกาแฟแห่งใหม่ ในโรงพิมพ์ธนบัตร ก็จะได้เปิดดำเนินการแล้ว ผมหวังเล็ก ๆ ว่า ขอให้กลิ่นความหอมของกาแฟคั่วบด ได้ติดไปกับกองธนบัตรไทย ที่จะไปใช้สะพัด กันทั่วโลก เผื่อจะทำให้ คนไทยหันมากินกาแฟคั่วบด แทน กาแฟสำเร็จรูปกันมากขึ้น เพราะอย่างน้อยเราก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ปลูกกาแฟได้เอง และ ถ้าหากธนบัตรบางใบ ไปไกลถึงต่างประเทศ ก็หวังว่า ชาวต่างชาติจะได้รู้บ้างว่า ประเทศไทยเราก็มีกาแฟที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ครับ …

 

g10lux2.jpg

 

สำหรับผม บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องดีที่สุดครับ ขอแค่ของ ๆ เรามีความพิเศษเฉพาะตัวอยู่ ก็พอแล้วครับ เล่าไปเล่ามา ไหงมาลงแบบนี้ได้หนอ?…

‘แฟฉัน

Tuesday, June 19th, 2007

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเชียงใหม่หลายครั้งอยู่ บางครั้งก็ไปเรื่องธุระส่วนตัว คือไปดูเรื่องกาแฟ แต่มีอยู่ครั้งที่เดินทางไปเพื่อหาข้อมูลและสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนต์เรื่องหนึ่ง ซึ่งบังเอิญผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านกาแฟ โดยการแนะนำของคุณแน่ (Impresso หรือ Bakerista ในปัจจุบัน) โปรเจคนี้ เป็นของพี่ จุ้ยแห่งวงเฉลียง กลุ่มคนดนตรี ที่มีอิทธิพลกับผมมากในช่วงเด็ก ๆ และเมื่อวันหนึ่งที่ ผมมีโอกาศได้ร่วมงานกัน ถือเป็นความฝันเลยดีเดียว ภาพยนต์ที่ว่านี้ เป็นภาพยนต์รัก โดยมีเรื่องราวของกาแฟเป็นตัวดำเนินเรื่อง ผมเคยบอกพี่จุ้ยไว้ว่า ถ้าหนังรักจะได้อารมณ์ ผมอยากให้หนังออกมาแบบ Love Actualy คือหนังไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงมากมาย แต่ของให้บทดี นักแสดงดี แค่นี้หนังก็ดูสนุกแล้วครับ เรื่องนี้พวกเราเลยได้คุยกันไปเรื่อย ด้วยความที่ผมชอบดูหนังอยู่แล้วเลยสนุกเลย มีอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่จะเข้าไปหาคุณหนึ่งลูกชายเสี่ยเจียง เราได้คิดชื่อหนังกัน ชื่อนั้นถูกหยิบยกมาหลายชื่อ เช่น กาแฟดำน้ำตาลขาว , กลิ่น, Kaffee , Bitter Sweet , ขมอมหวาน ฯลฯ … แต่แล้วเราก็ยังสรุปไม่ได้อยู่ดี มีอยู่ช่วงหนึ่งเราคุยกันเล่น ๆ ว่า ช่วงนี้ หนังไทยถ้าจะให้ขายได้จะต้องเป็นหนึ่งในผู้กำกับแฟนฉันนะ พี่จุ้ยเลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวผมขึ้นว่า “หนึ่งในผู้กำกับ ‘แฟฉัน แล้วกัน ” เรื่องนี้เลยเรียกเสียงฮา และ ทำให้เราเรียก โปรเจคนี้กันไว้เลยว่า โปรเจค ‘ แฟฉัน

ในที่สุดการคัดเลือกนักแสดงยังไม่ถูกใจ และเลยช่วงหน้ากาแฟของปีนี้ไปแล้ว ทำให้เราต้องเลื่อนออกไปปลายปี แต่การเข้าไปคุยครั้งนี้ ทำให้ผมได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษา ในการเปิดร้านต้นแบบร้านหนึ่ง ซึ่งกำลังจะเปิดอีกหลาย ๆ ร้านในเร็ว ๆ นี้ ของ บ.สหมงคลฟิล์ม ซึ่งร้านนี้ก็คือร้าน ” สหมงคล มูวี่ คาเฟ่ ” ครับ ไว้้ใกล้จะเปิดแล้ว จะมาเล่ากันต่อนะครับ ว่ามีกาแฟอะไรเป็นพิเศษ.

dsc_0029.JPG

G-10 Multi boiler

Monday, June 18th, 2007

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมได้อ่านกระทู้หนึ่งในต่างประเทศ มีคนเขียนไว้ว่า ” เป็นเรื่องง่ายมากถ้าวิศวะกรจะออกแบบให้ อุณหภูมิ ของน้ำที่ไหลออกจาก Boiler ผ่านท่อและออกมาสู่หัวกรุ๊ป แล้วได้ค่าตามที่ต้องการ … แต่จะยากกว่าถ้าจะทำยังไงให้อุณหภูมิ คงที่อยู่ระดับนั้นต่อเนื่อง ” เรื่องนี้ผมอ่านแล้วก็กลับมานึกถึงรายการเกมส์โชว์หนึ่งที่ผมชอบดูมาก เป็นรายการที่ผมชอบคนคิดรายการ ซึ่งกลายเป็นบุคคลที่ผมนับถือ ในแนวความคิดอยู่แล้วด้วยทำให้ยิ่งทึ่งและชอบมาก และ ชอบในตัวพิธีกรผู้นำเนินรายการ ซึ่งถ้าเคยรู้ประวัติเค้ามาบ้าง จะทำให้รู้ว่าทำไมเค้าถึงเก่งแบบนี้ ยิ่งการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน ยิ่งแล้ว แต่ละคนนี่สุด ๆ ไปเลย รายการที่ว่าคือรายการ ” อัจฉริยะข้ามคืน ” ของ เวริคพอยท์ ของพี่ประภาศนั่นเอง

และเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีเทปหนึ่ง โจทย์คือ ทำยังไงก็ได้ให้ จุดไม้ขีดไฟร้อยก้านจากจุดที่ห่างกันกว่า 2 เมตร โดยใช้อุปกรณ์เท่าที่มี ในสามทีมนั้น แต่ละทีมมีคนเก่ง ๆ อยู่หลายสาขาอาชีพ ซึ่งมีอยู่สองทีมที่ผมอยากเห็นมาก ว่าเค้าจะคิดอย่างไร ? เพราะทีมนึงมี ดร.อยู่ถึง 2 คน จาก 3 คน อีกทีม มี เศรษฐีผู้รับเหมา จากอดีตจับกัง กับ อีกคนนักข่าวอาชญากรรม สองทีมนี้ แค่ดูก็น่าจะเดาได้ว่า ใครน่าจะเป็นผู้กำชัยชนะ

หลังจากคิดกันได้ ทีมดร. เอาลวดมาขึงเป็นสะพาน แล้วเอากระดาษทิชชู่พันจากจุดเริ่มจนถึงก้านไม้ขีด แล้วใช้หนังยางมัดเป็นปม ๆ เพื่อเพิ่มให้การเผาใหม้ดีขึ้น ในขณะที่อีกทีม เอาตะเกียบมาต่อเป็นเสายาว (เหมือนไม้ไผ่ยาว ๆ ) แล้วมัดไม้ขีดทั้งร้อยก้านไว้ที่ปลาย จากนั้น ยึดฐานไว้ด้วยดินน้ำมัน เปล่า ๆ ที่ถ้าปล่อยมือ ไม้ขีดก็จะหล่นตุ๊บลงมา ทีมหลังนี้เอาเชือกมาขึงไว้รอบเลยโดยส่วนหนึ่งรั้งเสาตะเกียบไว้ อีกส่วนมัดผ่าน กองกระดาษทิชชู่ชุบแอลกอฮอล์ ที่ไว้ใช้จุดในตอนแรก เกมนี้ผลปรากฎว่า ทีมที่จุดได้เร็วสุดคือ ทีมเศรษฐี อดีตจับกัง แต่ทีม ทวิน ดร.กลับจุดไฟได้ช้ากว่าอีกทีมด้วยซ้ำ …

เล่ามายาวเพราะอยากให้เห็นภาพกันครับ บางครั้งโจทย์ที่มีกรอบมาให้ ก็จำเป็นต้องคิดนอกกรอบดูบ้างนะครับ .. กลับมาเจ้าเครื่องชงกาแฟกันบ้าง ก็อย่างที่ผมว่าไว้ แค่ทำให้ได้แบบที่ต้องการระดับวิศวะกรแล้ว ง่ายมาก ต่างกันแค่ “วิธีการ” เท่านั้นเอง

g10.jpg

ด้วยความคันมือ ก็จัดการถอดทุกชิ้นส่วนออก แล้วก็ทำการทดสอบดูซิว่า เจ้า G10 Multi boiler ตัวนี้จะทำงานเป็นอย่างไรบ้าง.. ผลปรากฏว่า มันให้ค่าที่ แน่นอน ตรงตามที่ตั้งไว้พอสมควร ซึ่งผมลองทดสอบดูหลาย ๆ ครั้ง ก็ให้ผลเช่นเดิม แม้ ทิ้งเครื่องไว้ นาน ๆ แล้วลองมาวัดดู ผลที่ได้ก็ยังตรงกับค่าที่ตั้งไว้ และสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือเจ้า G10 ตัวนี้ Boiler ใหญ่ ก็ยังสามารถปรับอุณหภูมิ ได้เช่นกัน และควบคุมด้วย PID ซึ่งให้ค่าแม่นยำมาก การทดลองแบบหยาบ ๆ ครั้งนี้ผมลองตั้งอุณหภูมิของ 2 หัวกรุ๊ป ให้ต่างกัน 4 องศาเซลเซียส แล้วทำการวัดแบบ ทีละครั้ง ,แบบปล่อยน้ำต่อเนื่อง ,แบบทิ้งไว้นาน ๆ แล้วกลับมาวัดดูใหม่ ผลที่ได้ก็น่าพอใจครับ ไว้คราวหน้าจะลองวัดค่าที่ต่าง กันมาก ๆ แล้วมาทดสอบดูอีกครั้ง

dsc_0116.JPG

dsc_0130.JPG

วัดจากหัวกรุ๊ปแรก ค่าอุณหภูมิจะค่อย ๆ ขึ้นถึงจุดที่ตั้งไว้ (ความไวขึ้นอยู่กับสายเซนเซอร์ด้วยครับ) และมาคงที่ที่ค่านี้ตามในรูป

dsc_0128.JPG

วัดจากหัวกรุ๊ปที่ 2 ซึ่งตั้งอุณหภูมิให้สูงกว่าหัวกรุ๊ปแรกอยู่สี่องศา

ข้อดีของ G10 นั้นยังมีอีกหลายอย่างซึ่งจะมาว่ากันต่อไปครับ แต่คราวนี้ เอาข้อตำหนิมันก่อนเลยครับ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกยังไม่ดีเท่าที่ควรคือ เรื่องงานออกแบบ ออกจะเรียบ ๆ ไปหน่อย ซึ่งน่าจะทำได้ดีกว่านี้หาก CREM (เครม) ใช้ ดีไซเนอร์จากภายนอกในเรื่องนี้ อย่างที่สองคือ เรื่องความปราณีตและความเรียบร้อยในการประกอบ ซึ่งถือว่าโดยรวมโอเค แต่มาตรฐานผมอยู่ประมาณ La Marzocco หรือ Reneka ครับ ฮิ ฮิ ซึ่งทั้งหมดถ้ามองข้ามไป The CREM G10 ตัวนี้ก็เป็นเครื่องที่คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคาค่าตัวของมันครับ

สุดท้ายผมขอยืม คำพูดที่คุณวุฒิพร เขียนไว้ ว่า ” nothing is perfect ..

but something may come close ! ” แหมชอบจริง ๆ เลยครับคำเนี่ยะ!!

The Brewtus II

Sunday, June 17th, 2007

เครื่องชงที่ผมนำเข้ามาจำหน่าย และ เอาไว้ใช้ทดสอบกาแฟที่คั่วมาทุก Batch คือ เจ้า Brewtus II ซึ่งเป็นเครื่องที่ นิยมกันมากในหมู่ Coffee lover ในยุโรป และ อเมริกา ถึงขนาดมี Website brewtusgroup.com ขึ้นเลยทีเดียว

dsc_0021.jpg

อะไรบ้างที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใช้ ? สิ่งหนึ่งก็คือ เจ้า Brewtus II นี้เป็น ระบบ Dual Boiler คือมี หม้อต้มน้ำ อยู่ 2 ตัวภายในเครื่องเลย แยกกันทำงานอย่างเป็นอิสระ ตัวหนึ่งไว้ ใช้สำหรับน้ำร้อน และ สตรีม ส่วนอีกตัว จะมีดิจิตอล เซนเซอร์ ไว้ควบคุมอุณหภูมิให้ได้อย่างที่เราต้องการ ซึ่งความแม่นยำของ ดิจิตอล เซนเซอร์ ตัวนี้ก็แม่นยำมาก จึงทำให้ การใช้น้ำร้อนจากเครื่อง หรือ การสตรีมจากเครื่องนี้ ไม่มีผลกระทบต่อ อุณหภูมิในการชงเด็ดขาด อีกทั้งโรงงานยังหุ้มฉนวนกันความร้อน มาให้เลย บ่งบอกถึงความตั้งใจจะควบคุมอุณหภูมิในคงที่เป็นสำคัญ

403458943_104db4cc88_m.jpg

อีกอุปกรณ์ที่ถือเป็นสิ่งที่ผมชอบเจ้า Brewtus II มากคือ ก้านสตรีม แบบ No burn หรือ Cool touch เดิมทีก้านสตรีมแบบเก่า ๆ เวลาสตรีมที ถ้ามือบังเอิญไปสัมผัสโดนเจ้าก้านนี้ มีสะดุ้งกันหลายราย แต่ ก้านแบบ No burn ไม่มีปัญหาตรงนี้ อีกทั้งไม่ต้องมียางหุ้มให้เป็นที่หมักหมม ของคราบนมแห้ง ๆ เก่า ๆ อีกด้วย เดิมที Brewtus I มี มิเตอร์มาแค่ตัวเดียว แต่ Brewtus II เพิ่มมาอีกตัวสำหรับ Pump โดยเฉพาะ จากการทดสอบวัดอุณหภูมิ ที่ตั้งไว้ เมิื่อปล่อยน้ำออกจาก หัวกรุ๊ปนั้น เจ้า Brewtus II ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ และ เสรียรดีมาก

403458945_20d7d3ec15_m.jpg

ช่วงว่าง ๆ ตอนบ่าย ๆ ผมจะชอบลงมา เบลนด์กาแฟเล่นใน Lab Conner ของผม โดยมีเจ้า K30Es และ Guatemala Lab จาก Mahlkoenig เป็นเครื่องบดที่ผมไว้วางใจ และก็ได้เครื่องชงกาแฟตัวเล็กที่ทรงพลัง ไว้ทำหน้าที่ กลั่นกาแฟออกมาให้ชิม

 

นอกเหนือจากข้อดีที่ทำให้ผมพิศมัยเจ้าเครื่องตัวนี้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งคือเจ้า Brewtus II เป็นเครื่อง Dual Boiler ที่ถูกที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้ … แต่ใช่ว่ามันจะดีจนไม่มีที่ติ ส่ิงหนึ่งคือ ปั๊มระบบสั่น ที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งเป็นปั๊มระบบสั่นแบบทั่ว ๆ ไปที่อยู่ในเครื่องขนาดใกล้ ๆ กัน เรื่องนี้ผมเคยขอให้โรงงาน ติดตั้งปั๊มแบบโรตารี่มาเลย แต่ทางโรงงาน บอกว่าไม่สามารถติดตั้งได้ เพราะที่มีจำกัด ผมเลย นำรูปจาก Brewtusgroup ซึ่งมีคนเอาไป Modify และติดตั้งได้พอดีเลย ส่งไปให้ดู ไม่กี่วันทาง โรงงานตอบกลับมาว่า ..” อืมม น่าสนใจทีเดียว” นอกเหนือจาก ปั๊มก็ยังมีเรื่อง ก้านโยกแบบ lever ที่ใช้เป็นตัวเปิดปิดระบบ การไหลของนำ้จากหัวกรุ๊ป ซึ่งน่าจะเป็น Volumetic แต่ก็ไม่เลวร้ายซะทีเดียว เรื่องนี้ยังพอรับได้

 

ถึงวันนี้ ผมยังเชิื่อว่ายังไม่มีเครื่องชงกาแฟตัวไหนที่ดีที่สุด หรือ ไม่มีที่ติ เพียงแต่ เครื่องตัวนั้น ๆ ดีเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ เท่านั้นเองครับ

Ristretto

Tuesday, June 12th, 2007

Ristretto  อ่านว่า ริส-เทร็ต-โต้ เป็นคำภาษาอิตาลี่ แปลเป็นไทยแบบหยาบได้ว่า “เข้มข้น”  เป็นชื่อเรียกกาแฟ เอสเพรสโซ่ ที่ กลั่นออกมาน้อยกว่าปรกติ คือเอาแค่ส่วนที่หวานที่สุด หรือ ส่วนที่ดีที่สุดเท่านั้น  ชื่อนี้ถูกใจ พี่เจี๊ยบและพี่เล็ก เจ้าของร้าน “ริสเทร็ตโต้” ที่ผมนับถือ  ย้อนไปเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว พี่เจี๊ยบ สนใจเรื่องเกี่ยวกับกาแฟ และ เริ่มหาข้อมูล จาก web site  Mokacoffee.com เป็นชุมชนแห่งหนึ่งที่ช่วงนั้นเป็นแหล่งหาความรู้ และเป็นที่ ๆ ผมและ เพื่อน ๆ วงการกาแฟ อย่างคุณ Espresso Man , Wattana Kaffe,ต้น ทวยเทพ (ทั้งหมด เป็นชื่อที่ใช้ Login )  และ อีกหลาย ๆ คน ได้รู้จักกันในช่วงนั้น  ผมมารู้อีกที พี่เจี๊ยบก็ได้อ่านเว็บนี้ในช่วงนั้นเช่นกัน   จนในที่สุดทำให้ได้เครื่อง Rancilio s20. มาชงเล่นอยู่ที่บ้าน ก่อนเปิดร้านเอง เป็นปี ๆ   ….

 

 dsc_0002.JPG

จะว่าไป จำนวนร้านในยุคนั้น ที่ยังคงเปิดอยู่ และ ใช้เครื่องรุ่น คลาสสิคแบบนี้ มีไม่กี่ร้าน   S20 นี้ถือเป็นเครื่องที่ผมหมายปองไว้เช่นกัน แต่ทุนทรัพย์ในช่วงนั้น ทำให้ผมได้แค่ S24 มาครอบครอง

 

จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ไปร้านนี้ ผมประทับใจเจ้าเครื่องกาแฟที่ดู”ถึก” แต่ คลาสสิค ตัวนี้ได้เป็นอย่างดี มันตั้งตระหง่านกลางบาร์ แต่ดู เงียบขรึม ไม่แสดงออก  ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า กาแฟที่กลั่นมาจากตัวนี้ ไม่ธรรมดาเป็นแน่   และ เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อ เครื่องมือตัวนี้ จำเป็นต้องถูกควบคุมโดยผู้ที่รู้จริง กาแฟที่ได้ ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน    … กาแฟที่นี่ ถูก Blend จากความชอบของ พี่เจี๊ยบเอง และ แน่นอน กาแฟตัวนี้ ให้ความ Bitter Sweet  ได้อย่างที่ผมชอบจริง ๆ

 dsc_0005.JPGdsc_0006.JPG

 

นอกจาก กาแฟที่ไม่เหมือนใครแล้ว ชาของที่นี่ เป็นของหายากในเมืองไทยเช่นกัน ผมถือว่าเดิน Super Market ในเมืองไทยมาหลายที่แล้ว แต่ยังไม่เคยเจอที่ไหนมีชามากมายอย่างที่นี่มาก่อนเลยจริง ๆ   หลาย ๆ ช่วงวันหยุด ผมหมดเวลาไปกับการเสวนา และ อิ่มหมีพลีมันไปกับ เบเกอรี่ และ ไอศครีม ฝีมือ พี่เล็ก  จะว่าไปการได้ มาร้านเพื่อน ๆ กัน มันก็ให้ความรู้สึก ผ่อนคลาย กว่าร้านตัวเองเยอะเหมือนกัน

 dsc_0008.JPG

หลาย ๆ ครั้งผมฮา ปน แปลกใจ กับ ลูกค้าของที่ร้านจริง ๆ เพราะ บางครั้ง เจ้าของร้านถึงกับต้องปิดร้านหนีลูกค้า หรือ ไม่ก็ จะต้องมีลูกค้าหลงเข้ามา หาอ้อนขอสั่งอะไรก็ได้ที่ยังคงสามารถทำได้ ในช่วงระหว่างเก็บบาร์   ดูเหมือน ทั้งคู่จะเกรงใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจไม่น้อย

 

ถ้าคำจำจัดความว่า Indy Coffee House หมายถึงร้าน ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีเมนูที่เป็นของตัวเอง มีความยืดหยุ่นสูง จะมีกี่สาขาก็ช่าง ใครจะเป็นคนชงไม่สำคัญ ถ้าแต่ละสาขามี Barista ที่เจ๋ง ๆ อยู่ในบาร์ มี Signature Drink  เป็นของตัวเอง อย่างเช่น Stumptown , Zoka , Intelligentsia , Heines , Coffee Klatch ซึ่งร้านพวกนี้เป็นร้่านใน’เมกา ที่ผมถือเป็นอินดี้หมด แต่ถ้าเมืองไทยละก็ เข้าไปในซอย ลาดพร้าว 71 สุดซอย เลี้ยวซ้าย เจออีกแยก เลี้ยวขวา ผ่านปั้มบางจากไปนิด ซ้ายมือ จะเห็นร้านขรึม ๆ ตระหง่านอยู่ มีป้ายเล็ก ๆ อักษรขาว บนพื้นเขียว เขียนไว้ว่า ” ristretto ” ร้านนี่แหละ ใช่เลย !

 

ปล.  ตกดึก ถ้าใครอยากร้องคาราโอเกะต่อ กรุณาไปย่านอื่นเถอะ อย่าเข้าร้านข้าง ๆ เลย … สงสาร พี่เล็ก พี่เจี๊ยบ อ่ะครับ .

dsc_0020.JPG

 (ของโปรด)

 

 

Koffee Kup

Sunday, June 10th, 2007

เมื่อเร็ว ๆ นี้เรามีร้านกาแฟแห่งใหม่ในนาม Koffee Kup บนถนนรามคำแหง ปากซอย รามฯ 30 เกิดขึ้น ร้านกาแฟสีส้มร้านนี้เกิดจากความฝันและความตั้งใจของ เจ้าของร้านสาวสวยนักธุรกิจ คือคุณปอย ด้วยความที่ประกอบธุรกิจด้านเคมี บริษัทฯ ก็ตั้งอยู่เกือบทั้งซอย ราม 30 เลยทำให้คุณปอยอยากจะใช้พื้นที่ด้านหน้าหัวมุมของบริษัท เป็นร้านกาแฟ และ เบเกอรี่ ไว้พักผ่อนในช่วงเวลา งานหนัก ๆ ในที่สุดร้าน Koffee Kup จึงเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในช่วงที่ไปติดตั้งเครื่องให้ที่ร้านฯ นั้นผมถึงกับอึ้ง และ ไม่น่าเชื่อว่า งานระบบ และ ภายในบาร์ถูกจัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี และ เหมาะสมต่อการหยิบใช้อุปกรณ์เป็นอย่างยิ่ง และมาทราบอีกทีว่า คุณปอยได้ใช้บริการที่ปรึกษา เพราะไม่อย่างเสี่ยงหรือต้องมาเรียนรู้และหาข้อมูลใหม่ จากการตัดสินใจแบบนี้ ทำให้ร้านนี้ประหยัดค่าใช้จ่ายและค่าของไปพอสมควร (ประหยัดไปได้มากกว่า ที่จ่ายค่าที่ปรึกษาซะอีก) และที่สำคัญ เครื่องดื่มเย็น และ ปั่นของที่นี่ …อร่อยมาก รสชาติถูกใจคนทั่ว ๆ ไป เลยทีเดียว

 

และหลังจากที่ร้านเปิดดำเนินการไปได้ซักพัก ได้ข่าวว่า ยอดขายดี ทำให้รู้สึกดีใจไปด้วยเช่นกัน จากทั้งหมดที่ว่ามานี้ ทำให้ผมเห็นว่า การที่ร้านจะประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือ หรือ เฟอร์นิเจอร์ที่แพงเสมอไป แต่เป็นเรื่องความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ และ ยอมจ่ายในสิ่งที่ควรจ่ายครับ.

p1000323.JPGp1000329.JPG

p1000332.JPGdsc_0026.JPG

p1000341.JPGp1000335.JPGdsc_0028.JPGp1000342.JPG อุปกรณ์เซ็ตนี้ ชื่อรุ่น…โคตรขายดี มีทรัพย์ รับอย่างเดียว . ฮิ ฮิ

 

เรื่องที่เกือบลืม (2)

Saturday, June 9th, 2007

กลับมาต่อหนังในดวงใจผมต่อนะครับ

crash_bigposter.jpg

เริ่มด้วยเรื่องนี้เลยครับ เป็นหนังที่ได้ Oscar เมื่อไม่นานเท่าไหร่ เป็นหนังที่ผูกเรื่องไว้ดีมาก ระหว่างดูอาจจะไม่ได้ลุ้นหรือ ตื่นเต้นอะไรนัก แต่เป็นเรื่องหนึ่งที่พล๊อตเรื่อง การตัดต่อ และ อารมณ์ของหนัง สมูทดีมาก งานนี้ ระหว่างดู ถ้าได้ Mocha Yemen ดื่มไปด้วยดูไปด้วยจะเนียนมากครับ

cast-away.jpg

หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ .. ผมนิ่งไปพักนึง แล้วความคิดต่าง ๆ ก็เริ่มกลับมาถามตัวเองว่า ถ้าจะต้องติดเกาะแบบนี้จะอยู่ไงหว่า? บนเกาะนี้จะมี Kopi Luwak มั๊ยว๊าาา? … เรื่องนี้ถ้า ทอมแฮงค์ ไม่ได้รางวัลชายนำไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมว่าเรื่องนี้เค้าคงไม่พลาดเป็นแน่ เรื่องนี้ไม่เล่ามาก ขอบอกว่าเนียน น น…

forrest_gump_ek66430.jpg

ไหน ๆ ก็เอา ทอม แฮงค์ขึ้นมาแล้ว ก็ เอาอีกเรื่องแล้วกัน …. เรื่องนี้ไม่ต้องบรรยาย

jerry_maguire.jpg

หนึ่งในหนังที่ทำให้ Rene’ ดังเป็นพลุแตก เรื่องนี้ พล๊อตเรื่องดีมาก เหมาะสำหรับในยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง เรื่องราวของชายหนุ่มผู้จัดการนักกีฬาดัง ๆ ต้องกลับมาพบกับความจริงที่ว่า แท้จริงแล้วเราจริงใจกับลูกค้าแล้วหรือ เมื่อบริษัทเรื่องใหญ่ขึ้น ส่วนใหญ่จะลืมปรัชญาความตั้งใจแรกทุกรายไปรึเปล่า? ทางออกอยู่ที่ไหน เรื่องนี้มีคำตอบครับ

man-without-a-face-man-without-a-face.jpg

เรื่องสุดท้ายของวันนี้ครับ เป็นหนังที่ อาจจะไม่ดีอะไรมากมาย แต่บทหนังดูได้สนุก และ มีบทกวี เรื่องเวณิช วาณิชอยู่เต็มเรื่อง เรื่องนี้ เป็นอีกหนึ่งในดวงใจผมครับ