Archive for July, 2007

Expressivo

Monday, July 30th, 2007

เมื่อไม่นานนี้ มีร้านกาแฟเปิดใหม่ ในนาม ” Expressivo ” แต่ถึงร้านจะใหม่ แต่มือชงเก๋ามากครับ … ที่ว่าเก๋า ไม่ใช่ว่าเจ้าของร้านจะเป็นเจ้าถิ่นนะครับ แต่เก๋าแบบ เข้าใจกาแฟแบบหาตัวจับยาก ประมาณนั้นเลย dsc_0310.JPG

 

คุณมด หรือ ที่รู้จักกันในสังคม Cyber ในนาม ” มดแดงไฟ ” นั่นเอง คุณมดได้ลงทุนดัดแปลงรถตู้คันเก่งให้กลายเป็นร้านขายกาแฟแบบ มีคุณภาพ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าร้านใหญ่ ๆ เมื่อถึงเวลา รถตู้คันเก่งที่ถูกติดสติ๊กเกอร์ เป็นเมนูต่าง ๆ ในสารบบกาแฟชนิดพิเศษ ก็ขับออกจากเชียงใหม่ แล้วมาแวะทักทายเพื่อนฝูงที่กรุงเทพฯ ก่อนจะไปสิ้นสุดเส้นทางที่พัทยา อันเป็นจุดหมายปลายทางของรถคันนี้ โดยที่กาแฟที่ใช้ ก็ถูกเบลนด์ขึ้นด้วยทักษะอันเยี่ยมยอด

dsc_0326.JPG

dsc_0331.JPG

dsc_0317.JPG

 

ในคราวที่ทราบข่าว เมื่อมีโอกาส ผมจึงขับรถไปเยี่ยมเยียนคุณมดถึงที่ พร้อมกับละเมียด Vanilla Latte อันหอมกรุ่น … แรก ๆ นั้น ตอนทราบข่าว ก็รู้สึกใจหายไปเหมือนกัน เพราะเดิมที เราจะมีโอกาสแวะเวียน คบหากันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในกรุงเทพ หรือ ที่เชียงใหม่ แต่อีกใจ ก็รู้สึกดีใจแทนคนพัทยา ที่จะมีกาแฟดี ๆ ที่พูดได้ว่า คุณภาพคับรถ ได้ลิ้มลอง

dsc_0352.JPG

ได้ข่าวล่าสุดว่าเร็ว ๆ นี้ คุณมดกำลังจะหาที่จอดประจำที่ใหม่อยู่ แต่ถ้าใครมีโอกาสไปพัทยาตอนนี้ แล้วอยากลองกาแฟดี ๆ ผมแนะนำว่าที่นี่ควรไปลองครับ ตอนนี้รถจอดอยู่ ที่ ซ.นาเกลือ 27 เข้าไปแค่ 100 เมตร ก็จะเจอร้านแล้วครับ

ค่าพิกัด GPS :

N 12.57′21.3 E 100.53′29.4

 

Ja-tu-Kham Latte Art

Wednesday, July 25th, 2007

jatukhamlatte.jpg

p1090223_resize.jpg

o5623455-8.jpg

o5623455-10.jpg

วันนี้เอารูป จตุคา(ม)….ปูชิโน่ ของนายแน่ แห่งร้านกาแฟ Bakerista ที่เชียงใหม่มาให้ดูกันครับ ภาพนี้กระจายไปทั่วประเทศไทย แต่หลายคนยังไม่รู้จักคนทำ ไม่เคยเห็นหน้าตาเลยด้วยซ้ำ ครั้งนี้ผมต้องขออนุญาติคุณแน่ นำภาพมาแสดงตัวให้เป็นเป้าชี้ได้ถูกต้อง ..ฮิ ฮิ

dsc_0235.JPG (คนข้าง ๆ ผมไม่กล้าลงเต็ม ๆ อ่ะ …เป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเอง ฮิ ฮิ)

พูดถึงคุณแน่ เป็นหนุ่มรูปหล่อ ที่มีความรู้เรื่องกาแฟไม่เป็นรองใคร ๆ แถมยัง ไม่โอ้อวด หลาย ๆ ครั้งคุณแน่ก็แวะเวียนมาช่วยผมเหมือนกัน และที่สำคัญ คุณแน่ เป็นผู้ดูแล Espressofriend.com สาขาเชียงใหม่ครับ ใครสนใจอุปกรณ์อะไร อยู่เชียงใหม่ติดต่อไปทางนั้นได้ ราคาเดียวกันทั่วประเทศครับ

ผมสนใจในความคิดที่รู้จัก จินตนาการ ในครั้งนี้ครับ ส่วนตัวผมไม่ได้มองว่าเป็นการลบหลู่เลย แต่ผมกลับมองว่าเป็นการสร้างงานศิลป์ และโดยส่วนตัว ผมก็มีเก็บจตุคามบางรุ่นไว้เหมือนกัน แต่ผมอาจจะต่างจากคนอื่น ๆ ที่เก็บเพื่อผลทางมูลค่า แต่ผมจะเลือกเก็บเฉพาะรุ่นที่ ออกแบบสวยงามเป็นหลักครับ …

งานนี้ Latte Art ลายนี้ของคุณแน่ ผมยกย่องในจินตนาการครับ ..

 

ปล. ร้าน Bakerista อยู่ซอยหลังศาลปกครอง หรือ ซอยข้าง ๆ โรงแรม Grand View hotel เข้าซอยไป เลี้ยวขวาแยกแรก ประมาณ100เมตร จะเห็น ร้านอยู่ซ้ายมือครับ

Zoom - Zoom

Sunday, July 22nd, 2007

วันนี้ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ เพราะอยู่ในช่วงเห่อรถใหม่อยู่ … ฮิ ฮิ เดิมทีผมเป็นคนชอบเรื่องรถมาแต่ใหนแต่ไรครับ รถคันแรกที่เก็บเงินซื้อได้ด้วยตัวเอง ตอนเรียนอยู่มหา’ลัยก็เป็น เจ้า BMW 318i มือสอง ที่ต้องจับมาบูรณะ พอสมควร แต่ด้วยความที่ชอบในสมรรถนะ เลยทำให้สนุกกับการใช้ และ การซ่อมอยู่พักนึง จนได้เปลี่ยนรถมาเรื่อย ตลอดมานอกจาก BMW แล้วนั้น ผมก็มีความชอบรถญี่ปุ่นยี่ห้อ Mazda เป็นการส่วนตัว ชอบมาตั้งแต่รุ่น Astina ไฟ pop-up จนมาถึง เจ้าตาตี่ จนประทับใจในความแรงของ Lantis และ เคยเกือบสอย Potege’ มาแล้ว ที่ผมชอบ Mazda เพราะผมให้ความสำคัญกับรถที่ช่วงล่างมาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะความที่เคย เกือบตาย จากการควบคุมรถไม่อยู่ เพราะมอเตอร์ไซ ตัดหน้าที่ความเร็ว 170 Km/Hr. ช่วงเวลานั้น ถ้าไม่ได้รถที่ช่วงล่างดีอย่าง BMW คงได้กลิ้งหลุน ๆ ไปอยู่ข้างทางแล้วเป็นแน่แท้

Mazda เป็นหนึ่งในรถที่ได้ชื่อในเรื่องช่วงล่างที่ดีกว่ารถยี่ห้ออื่น ๆ ในระดับเดียวกัน แต่จากการตลาดที่ไม่ดีนัก และ การออกแบบที่ไม่คำนึงถึงผู้บริโภค ในอดีต ทำให้ Mazda ต้องประสพปัญหา ด้านยอดขาย และ ด้านการเงินอย่างหนัก จนชื่อของ Mazda แทบจะเลือนหายไปจากตลาดเมืองไทยเลยทีเดียว ในที่สุด Ford ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ก็โดดเข้ามาช่วยเหลือ และ โอบอุ้มบริษัทญี่ปุ่นแห่งนี้เอาไว้ ส่วนตัว ผมรู้สึกทึ่งคนญี่ปุ่นอยู่อย่างคือ เมื่อในเค้าพ่ายแพ้หรือประสบปัญหา เค้าจะตั้งหน้าตั้งตาปรับปรุงและทำงานให้หนักขึ้น และเมื่อวันนึง มีคำสั่งมาให้วิศวะกรของ Mazda ที่ ฮิโรชิมา ต้องออกแบบรถขนาดกลางรุ่นนึง ให้ดีที่สุด และต้องมาทำตลาดทั่วโลก กลุ่มวิศวะกร นำโดย Hideaki Suzuki จึงขะมักเขม้นในการสร้างรถที่ขับสนุก และ สวยงามที่สุดรุ่นนึงให้ได้ …

1162213792_picture.jpg

ในที่สุด Mazda 3 ก็ออกมาอวดสายตาสู่ชาวโลก และในไม่ช้าก็กลายเป็นรถยนต์ขนาดกลางรุ่นนึงที่แทบจะว่าได้ว่า ได้รางวัลมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว !!!

m3mpsoview_hero.jpg

ไม่น่าเชื่อว่า จากบริษัท ผลิตรถยนต์ที่การเงินหายนะ สามารถออกแบบรถยนต์ให้ดูสวยงามได้นาน ซึ่งอันที่จริง ทีมวิศวะกร เก่ง ๆ ถ้าจะไปอยู่บริษัทอื่น ก็คงเป็นเรื่องไม่ยาก แต่กลับเก็บตัวเงียบ และสร้างรถยนต์รุ่นหนึ่งที่ทำให้เจ้าตลาดในรถรุ่นเดียวกัน ต้องเหลียวมามองอย่างไม่คาดสายตา … มาถึงตรงนี้ กลับมาดูสถานะการบ้านเรา ผมว่าไม่น่าจะต่างจากสถานะช่วงแย่ ๆ ของ Mazdaเลย ผมรู้สึกอยากให้คนไทยสามัคคีแล้วฝันฝ่าหายนะของบ้านเมืองตอนนี้ ให้ได้แบบทีมวิศวะกร Mazda ที่ ฮิโรชิมา ทีมนี้จัง …

และจากการได้ใช้งานจริง ๆ จัง ๆ มานั้น ยิ่งทำให้ผมรู้สึกทึ่งถึง พลัง และ ความตั้งใจของมนุษย์ ภายใต้ความกดดันเลยทีเดียวครับ.

07mazdaspeed3_2.jpg

inmazda3.jpg

ปล. ถึงตอนนี้ผมต้องกลับมา Zoom zoom กลับตัวเองมากขึ้นแล้ว … คุณล่ะ Zoom zoom รึยัง?

Bird Eye View

Friday, July 20th, 2007

หลาย ๆ ครั้ง ผมจะมีโอกาสและ เวลาว่างให้คิดอะไร เล่น ๆ อยู่บ่อย ๆ ก็ตอนได้ขึ้นเครื่องบิน (ไม่นับรวมถึงตอนเห่าเครื่องบินนะคร๊าบบ) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมนั่งเครื่องบินกลับจาก เชียงใหม่ เพื่อไปติดตั้งเครื่องชงกาแฟ 2 ชุด … ทุก ๆ ครั้้งที่มีลูกค้าจากเชียงใหม่ทีไร ผมจะต้องคิดอยู่ในใจ ว่า… หาทำเลที่ไหนเปิดได้อีกเนี่ยะ? เพราะเชียงใหม่นี่ เป็นเมืองที่ผมคิดว่า ร้านกาแฟมากที่สุด รองจากกรุงเทพฯ เลยทีเดียว ถึงกับเคยคิดไปว่า คนเชียงใหม่นี่ขี้เซา กันหรือไร? หรือ ว่า บรรยากาศ เอื้อย ๆ ชวนให้ง่วงนอนกันแน่

 

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ยามปรกติผมก็จะคิดเสมอว่า ทำเลดี ๆ น่าจะเต็ม จนไม่มีที่จะเปิดร้านได้อีกแล้ว และได้แต่นึกว่า คงอีกไม่นาน ทุก ๆ อย่างก็จะถึงจุดอิ่มตัว … พอยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ยิ่งเซ็ง เลยพาลให้มอง ๆ หาอาชีพอื่น ๆ สำรองไว้ทีเดียว …

 

แต่เมื่อช่วงก่อนเครื่องบินจะแตะ รันเวย์ จะเป็นช่วงที่เครื่องบินค่อย ๆ ลงต่ำ จนเราได้เห็น บ้านเมืองได้ใกล้ ๆ ขึ้น ภาพที่เห็นบ้านเมืองเต็มไปด้วย อาคารสำนักงาน และ บ้านเรือนขาวโพลนไปหมด นั่นหมายความว่า มีประชาชนอีกไม่รู้เท่าไหร่ …ผมเลยหยิบกล้องขึ้นมาถ่าย เพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองเสมอว่า ” หนทางยังมีอีกเยอะ ถ้าเราคิดว่าจะหาทางไป “

 

dsc_0255.JPG

 

dsc_0256.JPG

 

dsc_0257.JPG

 

เห็นแบบนี้แล้วก็ทำให้พอมีกำลังใจที่จะ สู้ต่อไปครับ …ก็ยังมีอีกตั้งหลายแห่ง ที่ยังไม่มีร้านกาแฟนี่นา และ ยังมีบ้านเรือนอีกมหาศาล ที่ยังไม่มีกาแฟคั่วบด ติดบ้านอีกด้วย !!

The artisan on the Volk

Sunday, July 15th, 2007

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาศ ขึ้นไปอบรมฯ เกี่ยวกับกาแฟที่เชียงใหม่  ทำให้ได้รู้จักกับพี่ต้อม ซึ่งเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งในเชียงใหม่ ที่ผมนับถือเหมือนพี่ชาย และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ พี่ต้อมกำลังจะเริ่มทำร้านกาแฟบนรถโฟล์ค ในฐานะที่ผมได้ทำร้านมาก่อน ก็มีโอกาสได้ช่วยเหลือกันบ้าง  อีกทั้งยังเป็นเรื่องบังเอิญที่ ชื่อบริษัท ที่ผมเพิ่งส่งไปจดทะเบียน คล้ายกับชื่อ ร้านฯกาแฟบนรถโฟล์คตู้ Transformer เอ๊ยยยย …. Transporter สีน้ำเงิน คันงาม

ตั้งแต่นั้น ทุก ๆ ครั้งที่ผมไปเชียงใหม่ จะต้องแวะทักทาย ชิมกาแฟที่ร้านพี่ต้อมอยู่เสมอ  … ด้วยความตั้งใจของพี่ต้อมที่จะบริการกาแฟที่ดีมีคุณภาพสุด ๆ  ที่ร้าน ” Peaberry House (Van) ” นั้นจึงเลือกใช้แต่กาแฟเมล็ดกลม หรือ Peaberry beans นั่นเอง ลำพังแค่กาแฟ เมล็ดกลมเฉย ๆ คงจะไม่ทำให้ร้านนี้มีความแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ได้เลย แต่ร้านนี้แตกต่างตั้งแต่การคั่วกาแฟ ที่อ่อนในระดับที่เป็น สากลนิยม อีกทั้ง เครื่องชงกาแฟ Rancilio Class 8 , เครื่องบด Anfim ตัวเก่ง ที่ทำหน้าที่ กลั่นกาแฟได้อย่างดี โดยไม่เคยทำให้ผมผิดหวังกับรสชาติเลยซักครั้ง

dsc_0250.JPG

ถึงแม้ร้านจะเล็ก แต่ลูกค้าของพี่ต้อมมีไม่ขาดสาย เพราะความที่พยายามสรรสร้างเครื่องดื่มทุก ๆ แก้ว ให้ได้อย่างดีที่สุด  ทำให้พูดได้ว่าคุณภาพของร้านนี้ ใหญ่เกินขนาดเสียด้วยซ้ำ !!!   ยิ่งในบางโอกาศ ร้านนี้จะมีกาแฟพิเศษ ๆ ที่เพื่อน ๆ ในวงการนำมาฝาก จากต่างประเทศ  พี่ต้อมก็จะเอามาบด ให้ลูกค้าที่สนใจกาแฟได้ชิม และ ทำให้อยากกลับมากินอีก เสมอ ๆ dsc_0239.JPG

และเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ข่าวว่า พี่ต้อมเปิดร้านใหม่ อีกสาขา ที่ ” ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต ” ใกล้ ๆ  Airport  เมื่อมีโอกาส จึงได้รีบแวะไป แสดงความยินดี อีกครั้ง

 

… ถึงวันนี้ พี่ต้อมก็ยังนั่งชงกาแฟอยู่หลังเครื่องชงขนาด 2 หัวกรุ๊ป อยู่บนรถที่จอดประจำอยู่หน้า ธ.กรุงเทพ ตรงข้ามคณะ เภสัชฯ ม.ช.   หากใครมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่ ลองแวะชิมกาแฟของที่นี่กันดูนะครับ รับรอง ไม่ผิดหวังแน่นอน!!

dsc_0242.JPG

 

 

Compak…Driving by Passion

Tuesday, July 10th, 2007

พูดถึงเครื่องบดกาแฟแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า บ้านเรามีความโชคดีเหมือนกัน ที่มีเครื่องบดกาแฟดี ๆ ระดับโลกหลาย ๆ ตัวเข้ามาทำตลาดอยู่ในขณะนี้ และ ผมก็ยังเชื่อเหลือเกินว่า เครื่องบดแต่ละแบรนด์ที่มีขนาดใบมีด หรือ ขนาดความเร็วในระดับเดียว ๆ กันนั้น ไม่มีใครกินใครอย่างหลุดลอย

ftcap0303.jpg

ในช่วงค่ำ ๆ วันนี้ ขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ หน้าคอมพ์ ปรากฏว่ามีสายเข้า โดยโทรมาจากต่างประเทศ … ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้จัดการฝ่ายขายของ Compak นั่นเอง ผมและผจก.ของ Compak นั้นโทรศัพท์พูดคุยกันบ่อยมาก เพราะเค้ามักจะสอบถามถึง Feedback ของลูกค้าผู้ซึ่งได้ตัดสินใจเลือกใช้เครื่องบดกาแฟ Compak ไม่ว่าจะรุ่นใดก็ตาม ว่ามีความเห็นเป็นอย่างไร มีความต้องการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง หรือ มีข้อแนะนำ และ ข้อคิดเห็นอะไรที่เค้าจะสามารถปรับปรุงให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่ ?

compak_logo.jpg

ลำพังประเทศไทย ผมคิดว่าเราเป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ ประเทศหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะอยู่ในสายตาของบริษัทฯ ผู้ผลิตเครื่องบดกาแฟที่หวังจะทำตลาดในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาเป็นหลัก แต่ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะวันนี้ เค้าได้เปิดเข้ามาใน Blog และได้เห็นบดความเรื่อง Grinder Testing ซึ่งแกมีความสนอกสนใจ อยากรู้ผลการทดสอบ และ อยากให้ผมช่วยแปลความเห็นทั้งหมดที่มีคนเข้ามา comment ให้แกหน่อย แกจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุง และ พัฒนาเครื่องบดกาแฟในอนาคต

เดิมที Compak เป็นบริษัทฯ ผลิตเครื่องบดกาแฟให้กับ ผู้ผลิตเครื่องชงกาแฟหลายรายในประเทศอิตาลี่ โดยผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของนั่นคือ Mr.Jesús Ascaso เครื่องบดกาแฟที่ แกทำขึ้นนั้นแกให้ความสำคัญในเรื่องของคุณภาพและ ความเป็นมิตรต่อผู้ใช้มาก นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Compak ได้รับ เครื่องหมาย Espresso Italiano ซึ่งแทบจะเป็นบริษัทฯ เดียวที่ได้รับการรับรอง และ ไม่ได้เป็นบริษัท จากประเทศอิตาลี่เอง

ซึ่งในปัจจุบันเครื่องบดกาแฟทุกตัวนั้นถูกประกอบขึ้นด้วยมือมนุษย์ทั้งสิ้น ดังนั้นเครื่องบด Compak จึงสามารถสั่งได้ว่าต้องการให้ชิ้นส่วนใหน เป็นวัสดุชนิดใด เพื่อจะได้ลดต้นทุนได้เป็นส่วน ๆ ซึ่งผมก็ตอบสนองแรงปราถนาของ Compak ที่ต้องการจะเป็น The Best ด้วยการสั่งให้ใส่ส่วนประกอบตัวที่ดีที่สุดที่มีมาเลยจากโรงงาน จึงทำให้ทั้งก้านปัดกาแฟ,วงล้อรูปดาวในDoser รวมถึง ตัวDoser เป็นอลูมินั่มมาหมด เพื่อความแข็งแรงและสวยงาม

wbcgrinder.JPG

และจาก Comment ในเรื่อง Coffee press หรือ ที่กดกาแฟที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งหลาย ๆ คนไม่อยากได้ เพราะส่วนใหญ่บดกาแฟแล้ว นำออกมา แทมป์เองภายนอกนั้น ทางโรงงาน รับปากว่าในเร็ว ๆ นี้ Version ที่ไม่มีที่กดกาแฟ และ On/Off switch อยู่ด้านขวา สำหรับ Compak K3 Elite กำลังจะเสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่ เครื่องบดอีกตัวที่ผมชอบมาก ก็คือ เจ้า Compak K3 Touch ซึ่งทำหน้าที่การบดแบบ Grind On Demand นั้น ผมได้ แนะนำเค้าให้ปรับปรุงเรื่องอุปกรณ์การตั้งเวลาภายในควรจะทำให้สามารถตั้งได้ง่ายขึ้น และ สามารถตั้ง Double Shot ได้เลยในตัว ทาง Compak เองก็เห็นด้วยและคิดว่าจะทำการหาอุปกรณ์ภายในที่ดีขึ้นมาใส่ในเร็ววันนี้ และในขณะที่ผมมีโอกาสแนะนำไปแล้ว ผมก็ไม่ลืมพูดเรื่อง ฝาปิด Doser ที่ใหญ่เกะกะ นั้น น่าจะทำให้ดีกว่านี้ … แต่เหมือนเค้าจะรู้เรื่องนี้ดี ได้ตอบผมในทันทีว่า ” เร็ว ๆ นี้ คุณจะเห็นแบบใหม่”

k3touchfront.jpg

k3touchside.jpg

k3touchex.jpg

Compak K3 Touch … Grind On Demand

(Photo From Internet By Mr.Johan)

ถึงวันนี้ แม้ว่า Compak จะยังไม่ได้เป็นเครื่องบดกาแฟที่ดีที่สุด แต่ด้วย ความตั้งใจ และ การปรับปรุงตัวตลอดเวลา โดยรับฟังความเห็นของผู้ใช้เป็นหลักนั้น จะเป็นหนทางที่สดใส ที่จะทำให้ Compak นั้นโดดเด่นขึ้นในอนาคตนี้ ซึ่งผมเองในฐานะผู้นำเข้าก็พร้อมเต็มที่ ๆ จะบริการให้ดีที่สุดเช่นกัน … ถึงแม้ในอนาคต ไม่ว่าผมจะยังได้เป็นตัวแทนของ Compak อีกหรือไม่นั้น ผมคงไม่สน เท่ากับว่า ในอนาคตหน้าตาและคุณภาพการใช้งานของเครื่องบดกาแฟ Compak นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นการออกแบบโดยลูกค้าจากเมืองไทย นั่นหมายความว่า ทุก ๆ คนจะมีส่วนเป็นผู้ออกแบบเครื่องบดกาแฟที่คุณต้องการจากตัวคุณเอง .

020201.jpg

Compak K3 Elite

 

PS.Every body who ‘re using Compak grinders and would like to advise Compak .Please fill your comment in this blog by English language . Compak will received .

เสน่ห์โกปี๊

Sunday, July 8th, 2007

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลูกค้าท่านหนึ่งได้เปิดร้านใหม่ โดยเลือกใช้ Fiorenzato Lido สีแดง เฟอร์ฯ คู่กับเครื่องบดกาแฟ Compak K6 ตัวเก่ง ในช่วงที่ผมไปติดตั้งเครื่องก่อนเปิดร้าน 2 วันนั้น ผมไม่คิดว่าร้านจะเปิดได้ทัน เพราะกลุ่มเจ้าของร้านยังชงกาแฟไม่เป็นเลย ซึ่งนั่นทำให้ผมจำเป็นต้องเข้าไปสอนให้ด้วยหลักสูตรเร่งรัดด้วยตัวเอง

 

ก่อนกลับผมยังบอกไว้ว่า ถ้าไม่พร้อมอย่าเพิ่งเปิดเลย แต่ด้วย ผู้ใหญ่ และ ฤกษ์ที่ดูไว้แล้ว จำเป็นต้องเปิด ก็ได้แต่เป็นห่วง เพราะจากทำเลที่ผมมองไว้ ร้านนี้น่าจะขายได้ดีพอสมควร ที่หลาย ๆ คนไม่พร้อมนั้นเพราะว่า แต่ละคนมีธุรกิจหลักอื่น ๆ ประจำอยู่ และร้านนี้ส่วนหนึ่งถูกแบ่งไว้เป็น บริษัทฯ ตัวแทนการศึกษาต่อต่างประเทศเป็นหลัก จึงทำให้แต่ละคนไม่ค่อยมีเวลาเต็มที่

 

0706_134841.jpg

 

ในวันเปิดร้านนั้นผมกะไว้ว่า ช่วงเที่ยง ๆ จะเข้าไปช่วยดูหน่อย แต่ปรากฏว่า 10 โมงกว่า ๆ กาแฟที่เตรียมไว้กว่า 2 กิโลฯ หมดไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง !!!! ผมรีบโทรไปที่ออฟฟิศ ให้จัดส่งกาแฟให้ลูกค้าด่วนที่สุด และ รีบเข้าไปที่ร้านฯทันที เมื่อผมไปถึง รายการสั่งกาแฟหนาเป็นปึก ๆ และเมื่อผมไปทดสอบรสชาติกาแฟเย็น ปรากฏว่า หวานมาก ผมจึงตกกระไดพลอยโจน ต้องรีบช่วยเหลือด่วน!! โดยการเข้าไป ดูส่วนผสมให้ใหม่ และกำหนดเมนูให้ขายเพียงแค่ 3 เมนูหลัก เท่านั้น จากนั้น แบ่งงานให้แต่ละคนทำแต่ละหน้าที่ ในไม่ช้ากาแฟจำนวน 5 กิโลที่เพิ่งส่งมาใหม่นั้นก็หมดไปในพริบตา !!! ผมจำเป็นต้อง รีบสั่งให้ที่ออฟฟิศส่งกาแฟมาอีกรอบ … ไม่น่าเชื่อว่า วันเปิดร้านวันนี้ ร้านนี้จะขายดี กว่า 600 แก้ว โดยใช้กาแฟไปกว่า 10 กิโล !!!!

0706_134809.jpg

 

ส่วนหนึ่งที่ร้าน “เสน่ห์โกปี๊” ขายดิบขายดีขนาดนี้คงต้องยกให้กับการ มองทำเลที่ดี และ โปรโมชั่นวันเปิดร้าน ที่แถมแก้วเซรามิค สีแดงสวยงาม โดยที่ไม่จำเป็นต้องลดราคา ให้เสียราคาเลย …

 

0706_134727.jpg

 

ด้วยความขายดีขนาดนี้ ส่วนตัวนั้น ผมรู้สึกดีใจไปด้วย ไม่ได้ว่าเค้าจะใช้กาแฟผมมาก หรือ ใช้เครื่องชงกาแฟของผม … แต่สิ่งหนึ่งทำให้ผมรู้สึกมีกำลังใจว่า ตลาดกาแฟนั้นไม่ได้แย่ลง เหมือนขนมปังโรตี หรือ ชานมไข่มุก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ในอายุขนาดนี้ ก็ไม่รู้จะไปหาอาชีพอะไรอื่น ๆ เร่ิมใหม่อีกแล้ว

 

และอย่างน้อย สิ่งที่ทำให้ใจชื้นขึ้นหน่อยก็คือ ลูกค้ายังเลือกดื่มกาแฟที่คุณภาพมากกว่า ราคานั่นเองครับ.

 

ปล. ร้านเสน่ห์โกปี๊ ตั้งอยู่ ในอาคาร ก.ล.ต บนถนนวิทยุ (ติดสถานทูตอเมริกา) ครับ

 

Juan Valdaz

Sunday, July 1st, 2007

Juan Valdaz หรือ ฮวน วอลเดซ บางคนได้ยินชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นหู ว่าเขาผู่้นี้คือใคร ??

 

ในครั้งที่ได้เดินทางไปงาน SCAA มานั้น ผมมีโอกาศได้พบเห็น ฮวน วอลเดซ ตัวเป็น ๆ … บุรุษผู้ซึ่งกลายเป็นตัวแทน ของชาวสวนกาแฟของโคลัมเบีย ผู้ซึ่งโลโก้ของเขานั้นก่อเกิดมูลค่ามหาศาล และชื่อของ ฮวน วัลเดซ ชาวสวนกาแฟ แห่งประเทศโคลัมเบีย ผู้นี้ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จัก กาแฟโคลัมเบีย ชื่อของฮวน วัลเดซ ไม่ได้เป็นตัวแทนเฉพาะชาวสวนโคลัมเบียเท่านั้น ยังเป็นตัวแทนของกาแฟโคลัมเบีย และ แทบจะหมายถึงความพิเศษของกาแฟในกระสอบ หรือ กาแฟคั่วในถุงนั้น ๆ ที่มีโลโก้ ฮวน วัลเดซ แปะอยู่บนบรรจุภัณฑ์

thejuanvaldezlogo-history-i.gif

 

เรื่องราวของ ฮวน วอลเดซ เกิดขึ้นในปี 1959 โดย สมาพันธ์ชาวสวนกาแฟโคลัมเบีย (the National Federation of Coffee Growers of Colombia) มีความต้องการจะโปรโมตกาแฟโคลัมเบีย จึงได้ว่าจ้างให้บริษัท โฆษณารายหนึ่ง ให้ค้นคิดหาแคมเปญ

ในที่สุด Juan Valdaz ก็ได้ถูกสรรสร้าง ให้มีชีวิตเกิดขึ้น ! ให้กลายเป็นเสมือนเรื่องจริง โดยให้เป็นตัวแทนของชาวสวนกาแฟกว่า 5 แสนคน ของประเทศโคลัมเบีย และในที่สุด Juan Valdaz ที่เป็นคนจริง ๆ ก็ได้ถูกคัดเลือกในอีก 10 ปีต่อมา …

juanim.gif

 

Juan Valdaz หรือ Carlos Sánchez ได้เดินทางไปรอบโลก เพื่อประชาสัมพันธ์กาแฟโคลัมเบียให้เป็นที่รู้จักของชาวโลกมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี

 

และในที่สุด ทางสมาพันธ์ จึงได้ทำการคัดเลือกบุคคลคนใหม่ เพื่อมาทำหน้าที่ Juan Valdaz คนใหม่ โดยได้ทำการคัดเลือกกว่า 2 ปี โดยที่ Juan Valdaz คนใหม่นี้จะต้องเป็นชาวสวนกาแฟ ชาวโคลัมเบียจริง ๆ เพื่อจะได้บ่งบอกชาวโลกได้ว่า กาแฟของพวกเขานั้นดีที่สุดได้ยังไง และ ในที่สุด การคัดเลือกอันยาวนาน ก็ได้สิ้นสุดลง โดยทางสมาพันธ์ฯ ได้ Carlos Castañeda บุรุษวัย 39 ปี มาทำหน้าที่แทน ซึ่ง Carlos คนนี้เป็น เจ้าของไร่กาแฟอันสวยงามกลางเทือกเขา Andes ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งหนึ่งที่ปลูกกาแฟได้ดีที่สุดในประเทศโคลัมเบีย

dp_newjuan_px.jpgjuanvaldez.jpg

 

กลับมามองถึงประเทศไทยเรามั่ง ผมมีความรู้สึกว่า ถ้าประเทศไทยเรามีงบประชาสัมพันธ์ กาแฟอราบิก้าของไทยเรา และ ทำได้อย่างที่ โคลัมเบีย ทำบ้าง เชื่อได้ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กาแฟไทยคงจะได้เป็นที่รู้จักของชาวโลก ในฐานะ กาแฟดีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับเค้าบ้าง และอย่างน้อย ในปี 2553 เมื่อเราจำเป็นต้องลดกำแพงภาษี กาแฟจากประเทศในเขตการค้า AFTA จากข้อตกลง FTA นั้น ชาวสวนกาแฟคงจะได้รับผลกระทบที่เบาบางลงไปบ้าง

 

ผมว่าเราถึงเวลาแล้วล่ะ ที่จำเป็นจะต้องพัฒนาสายพันธุ์กาแฟ รวมถึง จัดอันดับชั้นคุณภาพของเมล็ด และ สร้างแบรนด์ไปพร้อม ๆ กันครับ .