Archive for January, 2008

Victrola Coffee

Thursday, January 31st, 2008

วันนี้มาพาเพื่อน ๆ ไปเที่ยวกันต่อครับ จะพากลับไปเที่ยวที่ Seattle กันอีกครั้ง กับร้าน Victrola Coffee เป็นอีกหนึ่งร้านที่ผมภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่งครับ ในอเมริกาเมืองใหญ่อลังการณ์ มีร้านกาแฟคุณภาพมากมายหลายร้านนัก แต่ร้านที่ถูกใจผม กลับมีไม่กี่ร้าน ซึ่ง Victrola Coffee เป็นหนึ่งในร้านที่ผมประทับใจ

dsc_0238.JPG

dsc_0237.JPG

 

คราวที่ไปนี้โชคดีมาก ได้พบกับ Mr.Keith Gehike the Roast Master ประจำร้าน ซึ่งได้แนะนำวิธีการคั่วใน Profile ของเค้าให้ผมพอได้แลกเปลี่ยนศึกษากัน ตามประสาคนใช้เครื่องคั่ว แบรนด์เดียวกัน รุ่นเดียวกัน

dsc_0217.JPG

dsc_0228.JPG

 

บรรยากาศร้านเต็มไปด้วยความอบอุ่น พนักงานแต่งตัวตามสบายประสา อเมริกันชน เครื่องชง Sysnesso รุ่นสุดยอดของโลก ถูกตั้งตระหง่านอยู่บนบาร์ และทำหน้าที่ของมันได้อย่างดีที่สุด

dsc_0231.JPG

ผมทดลองสั่งกาแฟ Espresso ของที่นี่มาดื่ม ปรากฏว่า Balance , Fruity , Full Aroma มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดกาแฟ เป็นอีกคนที่หลงรักกลิ่นอายของ ศิลปะ ถ้ามีโอกาสได้ไป Seattle พยายามอย่าพลาดร้านนี้เป็นอันขาด .

dsc_0241.jpg

ใครสนใจติดตามอ่าน Blog ของ Victrola blog ได้ตาม link เลยครับ

P.S. This article I write for the victrola’s staff for kindness that you gave me the steam line espresso .

 

 

24hrs. movie

Tuesday, January 29th, 2008

ถึงวันนี้แล้วเมืองไทยเราก็ได้นายกคนใหม่ คนที่ 25 แล้ว ไม่ว่านายกคนใหม่นี้จะถูกใจใคร หรือ ไม่ถูกใจใครก็ตาม แต่การอยู่ร่วมกันภายใต้สังคมประชาธิปไตย ทำให้เราจำเป็นต้องยึดถือเสียงส่วนใหญ่ และเอาอารมณ์และความรู้สึก แยกออกจากความชอบส่วนตัวไว้

เกริ่นแบบนี้ดูเหมือนจะเสี่ยง ๆ อยู่นะครับ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่อง ซี่รี่ย์นึง ที่ผมเพิ่งได้ดู เมื่อดูแล้วก็ติดงอมแงม ทำให้ไม่ค่อยได้มาอัพบล็อคซักเท่าไหร่ หลายคนคงเคยได้ดูมาแล้วสำหรับ ซี่รี่ย์จากอเมริกา เรื่อง 24hr. เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในหนึ่งชุด หรือ ที่เค้าเรียกกันว่า Season รวมเวลาแล้วจะได้เท่ากับ 24 ชั่วโมง พอดี ผมค่อนข้างทึ่งการเขียนบท และ ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เพราะเค้าเข้าใจหยิบยกความกดดัน ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา และ การตัดสินใจ มาใช้ได้อย่างตื่นเต้นและสนุก ทำให้ทุก ๆ นาทีที่หนังเรื่องนี้ดำเนินไป นั้นสนุกตื่นเต้นเร้าใจไม่น้อย

24hr.jpg

24hr1.jpg

อีกสิ่งหนึ่งที่หนังเรื่องนี้ น่าสนใจและ รัฐมนตรีหลาย ๆ คนในประเทศเราน่าจะได้ดูกันก็คือ บทบาทการเป็นผู้นำในหนังเรื่องนี้ …จริงอยู่ที่ว่า ความจริงอาจจตรงกันข้ามกับท่าทีของประเทศมหาอำนาจแห่งนี้ ในหนังได้หยิบยกผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิปดี ซึ่งเป็นคนผิวดำ ถ้าจะว่าไป แค่การเป็นคนผิวสี ก็ถือว่าผิดมากแล้ว ยิ่งการจะได้เป็นประธานาธิปดี ยิ่งยากอยู่ แต่”ประธานาธิปดี” ในหนังเรื่องนี้กับเป็นคนที่ยึดถือความถูกต้อง และ ผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ซึ่งความเด็ดขาด และ การตัดสินใจที่ถูกต้องถือเป็นสิ่งที่ผู้นำที่ดีเท่านั้นพึงจะกระทำได้ และ พึงมี ในช่วงระหว่างเวลาคับขัน เพื่อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของคนในชาติ

24hr2.jpg

ระหว่างชมภาพยนต์เรื่องนี้ ผมมักจะชอบลองคิด และ ทดลองการตัดสินใจของตนเองเป็นระยะ ๆ ว่า หากเกิดสถานะการณ์เช่นนี้กับตนเองบ้าง เราจะหาทางออกใดได้ดีที่สุด?

เรื่องนี้ทำให้ผมได้นึกและคิดถึงในช่วงเวลาที่ได้เกรียติเป็นกรรมการตัดสินการแข่งขัน Barista Champioship ที่ผ่านมา …ภายใต้กฏและช่วงเวลาของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ผมถือว่าใครก็ตามที่จะเป็นผู้ชนะเลิศ จำเป็นจะต้องมีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และนั่นอาจจะหมายถึงการนำชื่อเสียงของประเทศไปประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะด้วยซ้ำ ฉะนั้นหน้าที่หนึ่งของกรรมการที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ ” ความรู้ ความเข้าใจ” ,“ความเป็นกลาง” และ ” การไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย” กับผู้เข้าแข่งขันทุกคน

tischdeko_400q.jpg

(photo : Germany Barista Championship from Link)

dsc_0004.jpg

(The prize for the winner by Reg Barber)

ถึงวันนี้ ผมเชื่อเสมอว่า เราไม่อาจเรียกความเสมอภาคได้จากทุกคน หรือความเป็นธรรมในโลกนี้ และยิ่งหากแม้ใครที่ตีราคาตัวเราล่วงหน้าไว้เช่นไร นั่นเป็นสิทธิของเขา แต่เราเองเท่านั้นที่จะเป็นคนกำหนดราคาตนเอง.

การแข่งขันใกล้เข้ามาแล้วครับ … และช่วงนี้เองเป็นช่วงที่เราชาวกาแฟจะได้ตื่นตัวกันมากขึ้นครับ

Probat UG

Wednesday, January 23rd, 2008

การคั่วกาแฟสำหรับผมนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมหลงไหลได้ปลื้ม เมื่อเวลาได้อยู่หน้าเครื่องคั่วของตนเอง ผมจะค่อย ๆ เห็นเมล็ดกาแฟ เปลี่ยนสี เปลี่ยนสภาพ และ เปลี่ยนกลิ่นไปในแต่ละขั้นตอน ก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งยังศึกษาเรื่องการคั่วกาแฟอยู่ ผมนึกว่า การคั่วกาแฟคงจะง่ายดายเหมือน ต้มมาม่า คิดว่าเอากาแฟใส่ ๆ ไป ตั้งไฟ แล้วก็เดินไปซื้อขนมครกจากป้าข้างบ้านมานั่งกินรอ จนกว่า กาแฟจะสุกก็แค่เปิดประตูหน้าเครื่องให้กาแฟออกมาเย็นตัวลงข้างนอกเป็นอันเสร็จ

 

แต่ความเป็นจริง ผมสามารถกินขนมครกหน้าเครื่องได้ แต่ไม่สามารถเดินออกไปซื้อ หรือ ไปจีบสาวที่ไหนได้ เพราะทุกขั้นตอนที่กาแฟเปลี่ยนสภาพนั้นมีผลกับรสชาติของกาแฟทั้งสิ้น และถ้าเมื่อไรก็ตามที่ได้คั่วกาแฟกิโลละ หมื่น สองหมื่นอย่าง Kopi Luwak นั่นยิ่งทำให้ลุ้นระทึก เสมือนหนึ่งนั่งดูกายกรรมเปียงยางเลยทีเดียว

 

diedrichpeberry.jpg

 

( “The Navy Boy” เครื่องคั่วกาแฟ Diedrich L12 ตัวเก่งของผม)

 

วันนี้จะขอพูดถึงเครื่องคั่วกันก่อน … แต่เดิมนั้นก่อนจะตัดสินใจซื้อเครื่องคั่วกาแฟ Diedrich ที่ใช้อยู่นั้น ผมตระเวณไปดูเครื่องคั่วแทบจะทั่วประเทศไทยเลยทีเดียว และ สุดท้ายก็ตัดสินใจ “กู้” เงินมาซื้อเครื่องคั่วจากต่างประเทศ ในราคามหาโหด เพราะด้วยเหตุผลว่า มี Referent จากโรงคั่วใหญ่ ๆ ในต่างประเทศ ก่อนหน้านั้นเครื่องคั่วที่ผม หยิบมาเป็นตัวเลือก มีอยู่หลายยี่ห้อด้วยกัน คือ Probat , Diedrich , Brambati , Petroncini , Samiac , San Franciscan ,Lilla และ Ambex จากนั้นก็ค่อย ๆ ตัดตัวเลือกออกไปด้วยเหตุผลด้าน การเงิน และ ข้อมูลจากผู้ใช้ที่ได้รับ และหนึ่งในเครื่องที่ผมชอบและอยากได้มากที่สุด นั้นคือ Probat เนื่องจากข้อมูล support ของ probat นั้นมีมากมาย อีกทั้งยังเคยได้จับได้ใช้มาบ้าง ทำให้ได้รู้เลยว่าเครื่อง probat นั้นซื้อทีเดียวใช้ได้จนลูกแต่งงานได้สองรอบเลยทีเดียว

 

dsc_0002.JPG

 

(Probat L5 ตั้งตระหง่านใน Lab ของ William Boot )

 

บริษัทProbat นั้นก่อตั้งมากว่า 140 ปีในประเทศเยอรมัน และดำเนินการผลิตเครื่องคั่วกาแฟตัวแรกในอีก 52 ปีต่อมา จนกระทั่งในปัจจุบัน แทบจะไม่มีใครสงสัยประสิทธิภาพและคุณภาพของเครื่องคั่วกาแฟ probat ทุกรุ่นที่ผลิตออกมา

 

probat นั้นเป็นเครื่องคั่วกาแฟที่ให้พลังงานความร้อนจากเฟรมด้านล่างเครื่อง ทำให้อากาศภายในเครื่องร้อน Drum ก็จะมีหน้าที่หมุนตีให้เมล็ดกาแฟกระจายลอยอยู่ในถัง เพื่อให้อากาศร้อนวิ่งผ่านเมล็ดอีกที ซึ่งนั่นเป็นวิธีการคั่วกาแฟจากเครื่อง Probat คร่าว ๆ

 

dsc_0180.JPG

 

dsc_0175.JPG

 

dsc_0193.JPG

 

เมื่อคราวที่ได้เดินทางไป เมือง Portland ได้มีโอกาศแวะไปในเรื่องคั่วกาแฟของ Stumptown ซึ่งใช้เครื่อง Probat รุ่น UG ซึ่งไม่ผลิตออกมาจำหน่ายอีกแล้วในปัจจุบัน ผมประทับใจ โรงคั่วกาแฟแห่งนี้มาก และอยากจะให้โรงคั่วของตนเองมีบรรยากาศเช่นนี้จริง ๆ ที่นี่ พิถีพิถันเรื่องความสะอาด และ Profile การคั่วกาแฟมาก ออเดอร์ถูกติดอยู่บนผนังเรียงรายไว้มากมาย ทุกคนในที่นี้ ดูมีชีวิตชีวา ในเวลานั้น ทั้งโรงคั่ว มีติดลำโพงไว้ทุกมุม เปิดเพลง Rock เร้าใจ พร้อมกับ จิบเบียร์ ในช่วงก่อนเลิกงาน บรรยากาศแบบนี้นี่เองถึงทำให้กาแฟจาก Stumptown มีชีวิต ชีวา รสชาติดี … เห็นแบบนี้แล้ว อิจฉาเค้าจริง ๆ .

BlendTec Programmer

Sunday, January 20th, 2008

อาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ตัว Programmer จาก Blendtec มาจากโรงงาน เพื่อให้ทำการทดสอบ และทดลองตั้งค่า Cycle การปั่น เพื่อจะได้เป็นแนวทางการบันทึก Cycle ให้กับเครื่อง Blendtec ที่จะส่งมาใช้ในเมืองไทย

 

อย่างที่ทราบ ๆ กันอยู่ว่า Blendtec นั้นจะมี Cycle การปั่นให้ช้า - เร็ว , แรง - เบา มาจากในเครื่องเลย ซึ่งเราจะสามารถ หยิบใช้อันใดอันนึงมาใส่ในแต่ละปุ่มได้อย่างอิสระ แต่สำหรับเครื่องรุ่น Space Server ขึ้นไปนั้น จะสามารถ ตั้งค่า Cycle ได้อย่างอิสระ จาก Software ที่ Download มาใช้ได้ และ จำเป็นต้องใช้ ABC Programmer เป็นอุปกรณ์การต่อพ่วงนั่นเอง

 

p1000732.JPG

 

หลาย ๆ ครั้ง จะพบว่า เครื่องปั่นทั่วไป รวมถึง Blendtec เอง(ในบาง cycle) จะจบการปั่นที่รอบสูง ซึ่งเป็นผลทำให้เครื่องดื่ม ลอยติดอยู่ในโถ ผมจึง ออกแบบ Cycle ใหม่ ให้กับการปั่นกาแฟของที่ร้าน ให้ปั่นแรง ในตอนกลาง และ จบลงด้วยรอบช้า เหมือน ๆ กับเป็นการกวนให้เนื้อเครื่องดื่มเข้ากันก่อนเสร็จสิ้นกระบวนการ ในเวลาตั้งแต่เริ่มไม่เกิน 23 วินาที เพื่อที่จะไม่ทำให้นำ้แข็งละลายหรือ อุณหภูมิลดลงมากเกินไป อันเป็นสาเหตุทำให้ เนื้อเครื่องดื่ม กับ น้ำแยกชั้นกัน ซึ่งหลาย ๆ คนคิดว่าปั่นให้นาน ๆ ขึ้นเครื่องดื่มก็จะเนื้อเนียนขึ้นเอง แต่นั่นแหละจะทำให้ น้ำแข็งเริ่มละลาย รสชาติก็ไม่คงที่ เหลว ใส และ แยกชั้นกันในเวลาไม่นาน

 

p1000734.JPG

 

อีก โปรแกรมที่ผม ทดสอบออกแบบมา ให้ทำการ ปั่นแรง ช้า แรง ช้า หรือ แรง หยุด แล้วค่อยไล่สเต็ปความแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วค่อย ๆ จบที่ช้าลง เพื่อที่จะนำมาใช้กับการปั่น Smoohtie หรือ เครื่องดื่มที่มีเนื้อผลไม้ เพื่อคงให้เนื้อผลไม้ไม่ช้ำ หรือ เหลวละเอียดเกินไป

 

p1000735.JPG

photo3.jpg

 

ทั้งหมดนี้ อยู่ในระหว่างการทดสอบครับ ใครมีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับเครื่องปั่น ลองติดต่อมาได้ครับ ผมจะได้ลองหา Cycle ที่เหมาะ ๆ กับเครื่องดื่มแต่ละประเภทดูครับ.

AeroPress Hard sell

Friday, January 18th, 2008

ตลอดมาตั้งแต่เริ่มเขียน Blog นี้มา โดยส่วนตัวจะพยายามไม่ขายสินค้าที่ตัวเองขายอยู่ แต่ในบางครั้งเพื่อเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ถ่ายทอดให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน ผมจำเป็นต้องนำสินค้า หรือ ของ ๆ ตนเองมา ทดสอบ ทดลอง Review ไว้บ้าง ไม่ใช่เพราะจะพยายามขาย แต่เพราะผมกล้าพอที่จะติสินค้าของตนเอง และ ว่ากันในเรื่องความจริงเป็นหลัก …

 

จะเห็นได้ว่า หลาย ๆ ครั้ง ผมพูดชมร้านนู้นร้านนี้ หรือ เครื่องชงรุ่นนู้น รุ่นนี้อยู่บ่อย ๆ นั่นหมายความอย่างที่ผมรู้สึกจริงๆ และ เมิื่อคราวใดที่ได้ จัด Cupping หรือ Coffee Party ขึ้นนั้น จุดประสงค์หลัก ก็ไม่ได้หมายความว่า จะจัดเพื่อหาเงิน หรือ ขายสินค้าอะไรก็ตาม ผมพยายามแยก ทุกอย่างให้ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งตรงนี้ใครที่รู้จักผมดีพอ จะทราบเอง

 

เล่าเรื่องต่าง ๆ มาก็มาก คราวนี้จะขายของกันจริง ๆ จัง ๆ ล่ะครับ ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ไม่อยากชมโฆษณา ก็แนะนำให้ ปิดหน้าต่างนี้เสีย เพื่อความปลอดภัยกับอารมณ์ท่านเป็นหลักครับ … ส่วนใคร ทนได้ เรามาว่ากันต่อครับ ..

 

วันนี้ จะทำการขาย และ ทดลองเจ้า AeroPress อย่างจริง ๆ จัง ๆ ให้ดูกันครับ ผมเอาตัวนี้เข้ามานานแล้ว แต่ยังไม่เคยได้ มา Review กันจริง ๆ จัง ๆ ซะที ซึ่งหลังจากทดลองใช้อยู่ซักพักใหญ่ ๆ ก็ได้แนวทางการชงกาแฟมาพอสมควร และ ทำให้การชงกาแฟแบบ AeroPress สนุก ได้รสชาติมากขึ้นครับ

 

p1000710.JPG

เดิมที AeroPress ใช้ชงกาแฟง่ายแสนง่าย เพียงแค่ ใส่ฟิลเตอร์ที่แถมมากับชุด ใช้ได้เป็นปี ๆ แล้วนำผงกาแฟมาใส่ในกระบอก , นำไปวางบนแก้ว ,เติมน้ำร้อน แล้วก็ทำการคนด้วยอุปกรณ์ที่แถมมา จากนั้นก็แค่กดปั๊มนำ้กาแฟออกมา แค่นี้ก็ได้กาแฟร้อนหอมกรุ่น ภายในเวลา 30 วินาที อีกทั้งทำความสะอาดก็ สะดวกง่ายดาย ดังภาพประกอบครับ

aeropress_2.gif

แต่วันนี้ เรามาลองใช้ AeroPress กับวิธีอื่น ๆ ให้ยาก ๆ กันมั่งครับ ซึ่งวิธีเหล่านี้ที่ผมจะทดสอบ จะเป็นวิธีที่ทำให้ การใช้งาน หรือ ผลลัพธ์ใกล้เคียงเครื่อง Clover ที่ผมเคยกล่าวถึงได้มากขึ้นครับ

 

กาแฟตัวแรกที่ใช้ ผมเลือก Blue Mountain มาทดสอบ (ติดต่อหาซื้อได้ ที่ Zana’s bean Coffee ทุกสาขา) นำมาบดให้ได้ความละเอียด ขนาดหยาบที่พอจะใช้กับเครื่องชงแบบ Drip ได้ โดยบดด้วยเครื่องบด Mahlkoenig รุ่น Guatemala Lab (ราคา 115,000 บาท)

 

p1000711.JPG

 

ต้มน้ำร้อน โดยset ให้ Cooking Digital Thermometer (ราคา 950 บาท) เตือนเมื่ออุณหภูมิถึง 90 องศาเซลเซียสp1000716.JPG

 

จากนั้นก็เทน้ำ ร้อนลงไปแค่ระดับ หมายเลข 2

 

p1000717.JPG

 

ทำการคนด้วยอุปกรณ์ที่แถมมากับชุดอุปกรณ์ ให้กาแฟกับน้ำร้อนเข้ากัน ซึ่งตอนนี้ กลิ่นกาแฟจะโชยหอมฟุ้งกระจายเลยเชียว , ส่วนเครื่องบดกาแฟที่อยู่ข้าง ๆ ด้านหลัง เป็นเครื่องบดDoge Junior รุ่นเล็ก เฟืองบด 50 mm. เหมาะใช้กับร้านขนาดเล็ก ราคา 14,500 บาท ส่วนน้ำเชื่อม Artista Gourmet ราคา ขวดละ 350 บาท กลิ่นธรรมชาติ เหมาะใช้กับกาแฟมาก

 

p1000718.JPG

 

หลังจากคนกาแฟแล้ว ผมทดลองแช่กาแฟไว้ เป็นเวลา 2 นาที ด้วยนาฬิกา CDN รุ่นไข่หลากสี ราคา 450 บาท

 

p1000719.JPG

 

เมื่อครบเวลาที่กำหนด ก็ทำการกด AeroPress เบา ๆ แค่นี้ก็จะได้กาแฟ รสและดีกรีของกลิ่นที่เข้มมากกว่าการชงด้วยวิธีอื่น ๆ ทำให้สัมผัส ความนวลนุ่มของ Blue Mountain และ Body ที่เต็มรส มากขึ้น

 

p1000720.JPG

 

ขั้นตอนการทำความสะอาดก็แสนสะดวก ง่ายแค่ ถอดฝาล็อคออก แล้วก็กดตัวปั๊ม กาก กาแฟก็จะหลุดร่วงไปทั้งก้อนทันทีลงไปใน ถังขยะ ราคา 149 บาท ไม่จำหน่ายที่นี่ ซื้อได้ตามตลาดนัดกลางซอยทั่วไป

 

p1000723.JPG

 

ต่อมาผมทดลอง นำกาแฟ Panama มาทำการทดสอบอีกครั้ง โดยบดให้ละเอียดขึ้นกาแฟเดิมเล็กน้อย

 

p1000724.JPG

 

แต่คราวนี้ ทดลองใช้น้ำ ที่อุณหภูมิ สูงกว่าเดิมคือ 93 องศา ซึ่งผมใช้ set ค่าไว้ที่ Cooking Digital Thermometer ให้ทำการเตือนเมื่ออุณหภูมิถึงค่าที่กำหนด โดยใช้เครื่องต้มน้ำร้อนพลังสูง Tefal (ไม่มีจำหน่าย) ที่วางอยู่บน ตู้อะคลีลิคเก็บเสียงสำหรับเครื่องปั่นน้ำผลไม้ ราคา 3,300 บาท , (ด้านหลังเป็นตู้เย็น เน่า ๆ ที่พนักงานชอบเปิดแล้วลืมปิดครับ)

 

p1000725.JPG

 

และเปลี่ยนเวลาการแช่เป็น 3 นาที

 

p1000726.JPG

 

เมื่อครบเวลา ก็ทำการกดแบบเดิม จะได้น้ำกาแฟเข้มข้น แล้วจึงทำการเติมน้ำร้อนลงไปเพิ่ม ในสัดส่วน 1:1

 

p1000729.JPG

 

คราวนี้ กาแฟ Panama ที่ได้รสชาติ กลมกล่อม แฝงด้วย รสชาติของ Lemony , Fruity สดใส หอมหวลมาก ๆ ทำให้ผมต้องลงไปหยิบ Lemon Cake มากินด้วยกัน ได้รสชาติดีมากครับ

 

ถึงตอนนี้ จะเห็นได้ว่า AeroPress ยืดหยุ่นการชงกาแฟ ได้หลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งหากชงแบบปรกติ ตามที่คู่มือแนะนำมานั้น จะช่วยให้ประหยัดเวลาไปได้มาก … หรือ หากจะทำการชงแบบควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ดังการทดสอบข้างต้นนั้น ยิ่งทำให้ การ present รสชาติของกาแฟแต่ละตัวได้ดียิ่งขึ้น

 

ใคร ที่รักการเดินทางท่องเที่ยวเข้าป่า หรือ เที่ยวตามต่างจังหวัด ควรมีพกติดตัวไว้ จะทำให้ท่านไม่พลาดการดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟคุณภาพ ที่ท่านโปรดปราณ

 

ราคา AeroPress จำหน่ายชุดล่ะ 1,490 บาท ซึ่งบางแห่งอาจจะจำหน่ายถูกกว่านิดหน่อย ซึ่งเป็นส่วนลดที่ทางร้านมอบให้กับลูกค้า โดยทุกท่านสามารถ หาซื้อได้ที่ร้าน ฯ ต่าง ๆ ตามรายชื่อด้านล่างนี้ครับ :

 

Zana’s bean Coffee ทุกสาขา

 

Seat 2 Cup Coffee สาขา อาคารชาญอิสระ 2

 

Coffee Alley สาขา ปาล์มสตรีมเพลท (ถ.เรียบทางด่วน เอกมัย รามอินทรา)

 

P&F Coffee ถ. พญาไท

 

Blue Koff ซ.ลาดพร้าว 3

 

Ritretto ซ.ลาดพร้าว 71

 

Mister Lee Coffee จ.ขอนแก่น

 

Espresso Friend สาขา เชียงใหม่ โทร .086 7302240

 

Benjamitt Coffee พัทยา ( พัทยาใต้ ซ. 20 )

 

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้อ่าน โฆษณา Hard Sell นี้จดบรรทัดสุดท้ายคร๊าบบบ ส่วนสินค้าอื่น ๆ ที่เขียนมา เป็นการแซวเล่น ๆ แต่ขายจริง ๆ ครับ …..

Regret S2C Rang-Nam

Thursday, January 17th, 2008

s2c.jpg

รู้ข่าวมาซักพักนึงแล้วว่า ร้าน Seat 2 Cup Coffee สาขา ซอย รางน้ำ มีความจำเป็น จะต้องปิดตัวลงภายในสิ้นเดือน มกราคมนี้ ด้วยเหตุผลบางประการ และที่ Blog ของ S2C ก็ได้แจ้งให้ลูกค้า และ เพื่อนๆ ได้ทราบไปบ้างแล้ว

 

นั่นทำให้ผมหวลระลึกถึง เมื่อครั้งแรกที่ได้ไปร้านสาขานี้แห่งแรก คุณวุฒิยังอนุญาติให้ผมได้เห็นเครื่องคั่วกาแฟหลังร้าน และ จะพูดว่าหลังร้านนี้ ผมได้ความรู้เครื่องการคั่วกาแฟมากมายกว่า พื้นที่ของสถานที่แห่งนี้มากนัก วันนี้จึงขอนำภาพของร้านแห่งนี้ มาลงให้ชมกันอีกครั้ง และ ขอแสดงความ ” เสียดาย ” มาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ แต่ยังไง ๆ Seat 2 Cup นั้นยังคงเปิดอยู่ที่ อาคารชาญอิสระ 2 ตามปรกตินะครับ .

s2c1.jpg

s2c2.jpg

True Coffee หรือ ” กาแฟแท้ ๆ”

Tuesday, January 15th, 2008

จำได้ว่า ตอนที่ True ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสื่อสารคมนาคม ที่มีรายได้มหาศาล กระโดดเข้ามาเล่นเรื่องกาแฟกับเขาบ้างนั้น ผมแปลกใจไม่น้อย ไม่รู้ว่าอะไรไปดลใจ ผู้บริหารระดับสูงเข้า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ได้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของการบริหารทรัพยากรที่ True เป็นผู้ถือครองอยู่เป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่แล้ว สาขาของTrue นั้นอยู่ในทำเลทองแทบทุกที่ เดิมที True Coffee พยายามแฝงตัวเองอยู่ใน True Shop ที่เป็นศูนย์บริการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อการขยายสาขาถึงจุดหนึ่ง true coffee เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

img_0006.JPG

img_0007.JPG

และวันนี้ true coffee ที่แปลเป็นไทยอย่างหยาบ ๆ ได้ว่า กาแฟแท้ ๆ ซึ่งควรจะมีความหมายรวมไปถึง รสชาติ และ คุณภาพเป็นหลักด้วยซ้ำ แต่ความเป็นจริงอันโหดร้าย กาแฟที่ true นั้นรสชาติส่วนใหญ่จะหนักไปทาง Bitter ซึ่งถึงวันนี้เหมือนว่า true coffee จะมีของเล่นใหม่ ได้ศึกษามากขึ้น และ รู้ถึงความจริงว่า กาแฟดี ๆ นั้นไม่ได้มีแค่รสชาติเดียว หรือ กลิ่นเดียวเท่านั้น แต่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนกว่านั้นมากมาย

img_0008.JPG

ผู้บริหารยุคใหม่ ในวันนี้พร้อมที่จะฉีกแนว เบนเข็มเปลี่ยนเส้นทางเดิน ที่ดูเหมือนจะตามผู้มาก่อนโดยตลอด ได้ริเริ่มเปิดร้านใหม่ คอนเซ็ปใหม่ ซึ่งเน้นขายกาแฟ Single Origin มากขึ้น โดยมีกาแฟจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก นำเข้ามาในรูปของสารกาแฟ (กาแฟดิบ) แล้วจึงค่อยนำมาคั่วเมื่อต้องการใช้ภายในประเทศ จึงมั่นใจได้ว่ากาแฟคั่วของที่นี่จะใหม่และสดกว่าคู่แข่ง

True Coffee สาขา อาคาร อื้อจื่อเหลียง ถ.พระราม 4 จึงเป็นร้านกาแฟแห่งแรกของ True ที่เน้นการขายกาแฟด้วยกรรมวิธี Drip หรือ ที่เราเรียกกันว่าการชงแบบหยด เป็นหลัก ที่ร้านนี้ เครื่องชงเอสเพรสโซ่ จึงถูกนำไปไว้ในมุมภายใน ปล่อยให้การชงกาแฟแบบ Drip เป็นพระเอกอยู่หน้าร้าน อีกทั้งยังเน้นการขายกาแฟเมล็ด ชั่งเป็นกรัม ๆ ให้ติดไม้ติดมือกลับบ้าน เป็นหลักด้วย ถ้าวันนี้ไม่นับร้านของพี่ดม (MisterLee) ที่ผมถือว่านำเสนอกาแฟ Single Origin แบบสุดยอดของประเทศโดยเครื่อง Clover ที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปแล้ว ก็จะมี True Coffee สาขานี้แหละ เริ่มให้ความสำคัญกับการกินกาแฟแบบระบุแหล่งที่มามากขึ้น อีกแห่ง

img_0003.JPG

img_0009.JPG

ผมอยากให้หลาย ๆ ท่าน ถ้ามีโอกาสลองไปชิมกันครับ กาแฟ Single Origin ของที่นี่ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน โดยตลอด และมีกาแฟที่หายาก ๆ หลาย ๆ ตัวมานำเสนอด้วยครับ

img_0012.JPG

จริง ๆ ร้านแบบนี้เป็นหนึ่งในร้านในฝันเลยทีเดียว ซึ่งถ้าผมทำคนเดียวเงียบ ๆ คงจะไม่มีใครรู้ แต่ระดับ True Coffee ขยับ งานนี้เลยสนุก ได้กระตุ้นวงการกาแฟ และ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีคำถาม เริ่มได้เรียนรู้ มากขึ้น …ก็ได้แต่หวังว่า ในอีกไม่ช้า เราจะเข้าใกล้ตลาดของคุณภาพกันมากขึ้นครับ .

Last Coffee Party at Zana’s bean Coffee

Thursday, January 10th, 2008

ไม่ได้ อัพบล๊อคซะนาน เพราะมัวแต่ยุ่ง ๆ อีกทั้งช่วงนี้ มีกาแฟนำเข้า เข้ามาเพียบเลย เลยต้องหน้าดำหน้าแดงคั่วกาแฟหลายตัว

ตั้งแต่ ได้จัด Party คนรักกาแฟไปแล้ว ก็ยังไม่ได้มาพูดถึงงานครั้งนั้นเลย และ ยังไง ๆ ผมต้องขอขอบคุณทุกๆท่านที่มาร่วมงานในครั้งนั้นด้วยครับ ซึ่งทำให้ผมเกิดกำลังใจที่จะจัดกันอีก และ จะพยายามทำให้ได้แทบทุกเดือนครับ ..

dsc_0074.JPG

dsc_0075.JPG

 

dsc_0079.JPG

ครั้งนั้น ผมถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะสำหรับผม การที่ได้ ผู้เข้าร่วมงานเป็น บุคคลทั่วไปที่สนใจ หรือ ชื่นชอบในการดื่มกาแฟอยู่บ้านด้วยแล้วนั้น ถือเป็นจุดประสงค์ของงานนี้ทีเดียวครับ เพราะที่ผ่าน ๆ มาเราจะได้แต่คนที่จะสนใจทำธุรกิจด้านกาแฟ มาทั้งนั้น ซึ่งผมอยากจะให้มีสังคมผู้รักการดื่มกาแฟตามบ้านมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผมอยากให้ เราได้คุยกันเรื่องกาแฟเหมือนเรื่องไวน์ เลยทีเดียว และผมว่า เมื่อเราพิถีพิถันการดื่มกาแฟกันมากขึ้น ผมว่าช่วงเวลาพักของแต่ละคนในช่วงระหว่างวัน จะรื่นรมณ์มากขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว …

dsc_0081.JPG

ในงานวันนั้น มีผู้เข้าร่วมงานท่านนึง ได้นำของขวัญ พร้อมด้วย ข้อความที่เขียนไว้ในกระดาษใบเล็ก ๆ แต่บรรจุแน่นด้วยกำลังใจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งผมนำมาติดไว้ที่หน้าโต๊ะทำงาน เพื่อเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงการทำกาแฟให้มีคุณภาพดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ และยังตอกย้ำความตั้งใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เริ่มทำร้านกาแฟ ที่ผมตั้งใจว่าจะให้มีร้านกาแฟ คุณภาพร้านนึงในราคาที่ทุกคนสามารถบริโภคได้ทุกวัน … ถึงวันนี้ราคาที่เรายืนหยัดมาตลอด 5 ปี ไม่เคยเปลี่ยนเลย อาจจะเริ่มไม่ไหวแล้วครับ .

Barista Coffee : Bangalore INDIA

Wednesday, January 2nd, 2008

เมื่อพูดถึงประเทศอินเดีย คุณคิดถึงอะไร? หลาย ๆ คนคงนึกถึงโรตีเป็นอันดับแรก ต่อมาก็คงไม่พ้นแขกโพกหัว ถ้าไปถามผู้หญิงบางคน คงจะได้คำตอบเป็น ทัชมาฮาล สถานที่อันเป็นตำนานแห่งความรัก ของกษัติย์ผู้บรรจงสร้างอนุสรณ์แด่ภรรยาอันเป็นที่รัก …

แต่จะมีใครรู้บ้างว่า นักวิทยาศาสตร์เก่ง ๆ หลาย ๆ คนนั้นเป็นคนอินเดีย ใครจะรู้บ้างว่า ชิ้นส่วนบางส่วนในคอมพิวเตอร์ที่เรากำลังกด ๆ จิ้ม ๆ นั้นมีคนอินเดียเป็นผู้คิดค้นออกแบบ หนึ่งในบริษัทฯ เหล็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่สำคัญต่อภาคการผลิตของอุตสหกรรมมีเจ้าของเป็นคนอินเดีย ในขณะเดียวกันอินเดียก็มีขอทานมากที่สุดในโลกเช่นกัน และใครจะรู้บ้างว่า โรตีที่นี่ไม่เหมือนกับโรตีที่บ้านเราเลยซักนิด และคนส่วนใหญ่ในเมือง Bangalore เมืองที่สำคัญแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอินเดีย ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดู ไม่ใช่อิสลามอย่างที่เข้าใจกัน ใครจะรู้อีกบ้างว่า อาหารเย็นที่นี่ กินกันตอน 2 ทุ่ม - 3 ทุ่มเป็นกิจวัตร ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ของอินเดียเก่ง ๆ ทั้งนั้น แต่ ใครจะรู้บ้างว่า ระบบโทรศัพท์ที่นี่เหมือนบ้านเราเมื่อ 20 ปีก่อน ขนาดว่า จะโทรกลับเมืองไทย นี่ต้องเข้าไปโทรในร้าน International Phone โดยเฉพาะ และ ที่สำคัญ หากใครคิดจะใช้เครือข่ายบ้านเรามา Roming ที่นี่ ค่ายอื่นไม่รู้ แต่ AIS เล่นผมนาทีละ 200 กว่าบาท !!!!!!! (ใครกำลังอินเลิฟ ไม่ควรไปเด็ดขาด…ขอเตือน เพราะเจอมากับตัว ! )

เกริ่นซะยืดยาว เพราะวันนี้จะพามาเที่ยวอินเดียกันครับ ในเมือง บังกาลอร์ นั้นมีร้านกาแฟใหญ่ ๆ อยู่สองแบรนด์ด้วยกัน คือ Cafe’ coffee day และ Barista Coffee ซึ่งผมจะพูดถึงในวันนี้ …

ที่ Barista Coffee แห่งนี้ผมสะดุดตาเมื่อนั่งมอเตอร์ (สามล้อบ้านเรา)ผ่านในครั้งแรก และก็หาโอกาสเดินทางมาเยี่ยมให้ได้ เมื่อมีโอกาสจึงไม่รีรอที่จะแวะเข้าไปชิมเอสเพรสโซ่อินเดียกันซักครั้ง

india-trip-016.jpg

ภายในร้านใหญ่โต โอ่อ่า ซึ่งสไตล์การตกแต่งแบบนี้เป็นแบบที่ผมโปรดปรานมาก คนที่นี่เหมือนจะดื่มเอสเพรสโซ่เป็นกว่า บ้านเราเยอะ ผมสังเกตุจากถ้วยที่วางอยู่ตามโต๊ะต่าง ๆ ของลูกค้าที่นั่งอยู่ เมื่อได้ทดลองเอสเพรสโซ่ของที่นี่แล้ว อยากจะบอกว่าของบ้านเราอายเค้าไปเลยครับ เพราะเอสเพรสโซ่ของเค้าไม่ติดขม ถึงแม้จะไม่ Complex มากนัก แต่โดยรวม มีความสมดุลย์ในเกณฑ์ดี ไม่บาดลิ้น บาดคอ ซึ่งมาทราบในภายหลังว่่า เมล็ดกาแฟส่วนใหญ่ที่เค้าใช้ ๆ กันอยู่ในประเทศนั้นเป็น อราบิก้า S795 ซึ่งเป็น สายพันธุ์ที่ทาง Coffee Board ของอินเดียพัฒนาขึ้นมา และเมื่อศึกษาลึกลงไปแล้ว จะทราบได้ว่า เรื่องกาแฟนั้นอินเดียพัฒนาไปไกลกว่าบ้านเรามากนัก อาจจะเพราะด้วยเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจ มีการส่งออกเป็นอันดับ 6 (ข้อมูลเมื่อปี 48 หรือเก่ากว่านั้น) ของโลก รัฐบาลจึงอาจให้การสนับสนุนในด้านงบประมาณการทดลองและวิจัยมากกว่าเรา

india-trip-022.jpg

india-trip-020.jpg

เรื่องกาแฟอินเดียนั้น อาจารย์อาภรณ์ ธรรมเขต ท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้เรื่องกาแฟอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ยังเคยเล่าให้ผมฟังถึงครั้งเมื่อท่านเคยไปศึกษาเรื่องกาแฟที่ประเทศอินเดีย ซึ่งผมจะขออนุญาติอาจารย์มาเล่าให้ฟังทีหลังครับ

ราคาของเอสเพรสโซ่ที่จ่ายมานั้นราคาเพียง 35 รูปี หรือประมาณ 29 บาท และเมนูอื่น ๆ ก็แพงกว่ากันตามลำดับขั้นไม่มากนัก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบร้านระดับนี้ กับบ้านเราการตกแต่งแบบนี้ สถานที่แบบนี้ ของเราต้องมีไม่ต่ำกว่า 50-60 ขึ้นไปเลยทีเดียว

india-trip-021.jpg

พูดไปตั้งมากมายหลายคนอาจจะคิดว่าผมกำลังจะว่าอะไรของบ้านเราอีกล่ะ … ไม่เลยครับ เพราะเรากลับโชคดีกว่าด้วยซ้ำที่ราคาขายเราสูงกว่าเค้าโดยเฉลี่ยแล้ว และ ร้านกาแฟ Indy บ้านเราเยอะกว่าเยอะ บรรยากาศหลากหลายกว่าแน่นอน แต่สิ่งที่ผมอยากยกเป็นตัวอย่างให้เห็นคือ ที่นี่ Local Brand มีความแข็งแกร่งมาก ผมเชื่อได้ว่า คุณภาพแบบนี้ กับราคาแบบนี้ อีกนานเลย กว่า ร้านกาแฟพี่เบิ้ม จะกล้าเปิดใน Bangalore เมิืองหลวงกาแฟของอินเดียแห่งนี้ครับ