Archive for May, 2008

น้ำมันกาแฟ

Thursday, May 22nd, 2008

วันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับเสียงโทรศัพท์ดังแต่เช้า กุลีกุจอรีบรับสายโดยที่ไม่ได้ดูว่าใครโทรมา ปรากฏว่าเสียงปลายสายซึ่งเป็น น้องที่บริษัท โทรมาบอกให้ผมรีบมาที่โรงคั่วกาแฟโดยด่วน !!! ได้ฟังเพียงแค่นั้น ผมก็รีบกระเด้งตัว อาบน้ำ แต่งตัว แล้วบึ่งรถขึ้นทางด่วนไป โรงคั่วกาแฟทันทีทันใด ด้วยความรีบร้อน ทำให้ผมไม่ทันถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่โรงคั่วกาแฟ …

ไม่เกินครึ่งชั่วโมงรถผมก็มาจอดอยู่หน้าโรงคั่วกาแฟเล็ก ๆ ของผม ด้วยความรีบร้อนขึ้นทางด่วนมา ทำให้ผมไม่ทันได้ เติมน้ำมันก่อน เลยทำให้วิ่งมาด้วยไฟเตือนน้ำมันตลอดทาง และยังถือว่าโชคดีที่รถมาสำลักน้ำมันดับ ห่างจากโรงคั่วไม่เกินเสาไฟฟ้า ผมถอดกุญแจ และรีบเดินตรงปรี่เข้าไปที่ห้องคั่วกาแฟก่อนอื่นใด ระหว่างทางผมรีบดูสิ่งผิดปรกติ ที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อมองไปที่เตาปฏิกรรักโลก ( After berner : ใช้เผาควันที่เกิดจากการคั่วไม่ให้สร้างมลภาวะแก่โลก ) ดู ๆ แล้วก็ไม่เห็นสิ่งผิดปรกติ จึงเลยผ่านเข้าไปที่ห้องคั่วกาแฟ เมื่อเปิดประตูกลิ่นกาแฟคั่ว โชยมาอย่างแรงมาก ผมนึกตำหนิพนักงานผู้รับผิดชอบคั่วกาแฟว่า คงจะคั่วกาแฟไว้จนใหม้เป็นแน่ !!

เมื่อเจอหน้าพนักงานคนนั้น กำลังจะปากไวตำหนิไป กลับต้องรีบยับยั้งผรุสวาสไว้ เพราะเหลือบไปเห็น ถังกาแฟที่ควรจะมีกาแฟคั่วเต็มถัง แต่กลับกลายเป็น น้ำมันสีน้ำตาลใส ลอยอยู่เต็มถัง ถามที่มาที่ไปได้ความว่า ขณะทีี่คั่วกาแฟอยู่นั้น เหลือบไปเห็น รถเข็นขายลูกชิ้นเลยเดินออกไปซื้อ แต่กลายเป็นว่ายังเช้าอยู่ และกว่าลูกชิ้นจะสุก กาแฟก็ใหม้ เลยรีบวิ่งกลับมาปล่อยกาแฟ ออกจากถังคั่ว เมื่อกาแฟเย็นตัวลง จึงปล่อยลงในถังพักเมล็ดฯ นึกไว้ว่ากำลังจะเอาไปทิ้ง ปรากฏว่าอยู่ดี ๆ กาแฟสีเข้ม ๆ ก็มีน้ำมันออกมาเคลือบทุกพื้นผิวของเมล็ดกาแฟ ยิ่งปล่อยไว้ น้ำมันยิ่งออกมาเยอะจนท่วมกาแฟที่คั่วมาถึง 3 เท่า !!! น้ำมันกาแฟที่ออกมาขนาดนี้ เป็นที่ผิดปรกติของผมมาก และยิ่งเพิ่มความแปลกใจเข้าไปอีกเมื่อรู้สึกว่า กลิ่นน้ำมันกาแฟที่ออกมา มีกลิ่นคล้าย ๆ น้ำมันเบนซินปนกลิ่นหอมกาแฟ …

เห็นดังนั้น ผมจึงทดลองตักน้ำมันที่ได้ เติมเข้าไปในถังน้ำมันของรถที่สตาร์ทไม่ติด เพราะน้ำมันหมด …. จากนั้นผมกลับมาบิดกุญแจสตาร์ทอีกครั้ง กลายเป็นว่ารถสตาร์ทติด เครื่องเดินนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และที่ยิ่งเหลือเชื่อกว่านั้น กล่ินจากท่อไอเสียที่ออกมา ให้ความหอมเสมือนเอสเพรสโซ่ที่เพิ่งกลั่นออกมาจากเครื่องชงตัวงาม ยังไงยังงั้น ทีเดียว … ในที่สุด ต่อไปจากนี้ผมจะไม่ต้องพึ่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันนำเข้าอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องมานั่งพะวงเรื่องน้ำมันจะขึ้นราคาอีกเท่าไหร่ ไม่ต้องอดกาแฟถ้วยโปรด เพื่อจะเจียดเงินมาซื้อกาแฟหอม ๆ ที่คั่วมาดี ๆ จากร้านกาแฟดี ๆ ที่ตั้งใจทำ ยามเดินทางไปที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ร้านตัวเอง ไม่ต้อง อะไรอีกมากมายที่มีผลกระทบทุกครั้งเมื่อมีข่าวน้ำมันขึ้นราคา …

ดีใจได้ไม่เท่าไหร่ ผมก็ต้องมาสะดุ้งตื่นอีกที (คราวนี้ของจริง) จากเสียงโทรทัศน์ ที่ผมเปิดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แล้วเผลอหลับไป กลับมาขนลุกแทบจะอยากกลับไปหลับฝันถึงเรื่องเมื่อกี้อีกที เมื่อพิธีกรชื่อดัง มาประกาศข่าวเรื่องวันนี้น้ำมันประกาศปรับตัวขึ้นอีก ระลอก … เฮ้อ ตอนนี้ผมตื่นแล้วครับ เพื่อน ๆ ล่ะ ตื่นรึยังครับ? เรามาก้มหน้าก้มตาทำงานกันต่อเถอะครับ ยังดีนะเนี่ยะ ที่ทุกอย่างขึ้นราคากันหมด แม้แต่สารกาแฟ(กาแฟเมล็ดที่ยังไม่ผ่านการคั่ว) จะมีก็แต่กาแฟสดร้านใหม่ ๆ ถูกลงทุกวัน ๆ แหม…. ทำ ไป ด้ายยยย

pict0005-copy.JPG

 

เวลาเป็นสิ่งมีค่า

Monday, May 12th, 2008

วันนี้ ผมเช็ค mail ประจำวัน ปรากฏว่าได้รับ จดหมายอิเล็คโทรนิค แบบส่งต่อจากเพื่อน ถึง เพื่อน ตามเคย บางครั้ง FWD Mail แบบนี้ดูเหมือนจะเสียเวลาที่จะอ่าน แต่บางที ดูมีค่าเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียวครับ

วันนี้ผมได้รับ e-mail ฉบับหนึ่ง เป็นเรื่องของเวลา ผมอ่านดูแล้วน่าสนใจดีมาก พาลให้นึกถึงเวลากับคนกาแฟแบบเรา ๆ เลยครับ

ลองอ่านบทกวีดี ๆ กันข้างล่างนี้เลยครับ

 

ถ้าอยากรู้ว่า 1 ปีมีค่าเพียงใด ให้ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก

ถ้าอยากรู้ว่า 1 เดือนมีค่าเพียงใด ให้ถามมารดาที่ต้องคลอดบุตรก่อนกำหนด

ถ้าอยากรู้ว่า 1 สัปดาห์มีค่าเพียงใด ให้ถามบรรณาธิการรายสัปดาห์

ถ้าอยากรู้ว่า 1 ชั่วโมง มีค่าเพียงใด ให้ถามคู่รักที่รอเวลาจะพบกัน

ถ้าอยากรู้ว่า 1 นาที มีค่าเพียงใด ให้ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือ เครื่องบิน

ถ้าอยากรู้ว่า 1 วินาที มีค่าเพียงใด ให้ถามคนที่รอดอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด

ถ้าอยากรู้ว่า 1 เสี้ยววินาที มีค่าเพียงใด ให้ถามนักกีฬาโอลิมปิค ที่ได้เหรียญเงิน

 

…… ทีนี้มาดูความสำคัญของเวลา ของพวกเราคนกาแฟกันนะครับ

 

ถ้าอยากรู้ว่า 1 ปีมีค่าเพียงใด ให้ถามเจ้าของสวนกาแฟบนดอยช้าง ที่ถูกพายุลูกเห็บตก

ถ้าอยากรู้ว่า 1 เดือนมีค่าเพียงใด ให้ถามเจ้าของร้านกาแฟที่จะต้องเตรียมจ่ายค่าเช่าพร้อมกับลุ้นยอดขายแต่ละเดือน

ถ้าอยากรู้ว่า 1 สัปดาห์มีค่าเพียงใด ให้ถาม Barista ถึงวันหยุดสงกรานต์ประจำปี

ถ้าอยากรู้ว่า 1 วัน มีค่าเพียงใด ให้ถามร้านกาแฟที่เครื่องชงกาแฟเสีย ขายไม่ได้

ถ้าอยากรู้ว่า 1 ชั่วโมง มีค่าเพียงใด ให้ถามเจ้าของร้านกาแฟที่มีทำเล อยู่แถวย่านออฟฟิส คนทำงานตอนพักเที่ยง

ถ้าอยากรู้ว่า 1 นาที มีค่าเพียงใด ให้ถาม ลูกค้าที่ตอกบัตรไม่ทัน เพราะรอซื้อกาแฟจากร้านที่ Barista ทำงานอย่างเนือย ๆ

ถ้าอยากรู้ว่า 1 วินาที มีค่าเพียงใด ให้ถาม Barista ตอนEspresso กำลังไหลลงสู่แก้ว shot

ถ้าอยากรู้ว่า 1 เสี้ยววินาที มีค่าเพียงใด ให้ถามคนคั่วกาแฟที่แฟนโทรเข้าตอน Second Crack พอดี !!!

 

melted_clock.jpg

Monin Syrup

Friday, May 9th, 2008

ย้อนไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ผมได้รู้จักน้ำเชื่อมแต่งกลิ่น เป็นครั้งแรก เมื่อช่วงก่อนเริ่ม เปิดร้านกาแฟฯ เป็นของตนเอง จำได้ว่าตอนนั้น ผมเป็นคนติดกาแฟบางเมนูของ Starbucks อย่างขาดเสียมิได้ เพราะความหอม ความอร่อย และ ความหวานของ เครื่องดื่มเมนูนั้น ๆ และได้ทราบต่อมาว่า ส่วนผสมสำคัญสิ่งหนึ่งในเครื่องดื่มตัวนั้น ๆ คือ น้ำเชื่อมแต่งกลิ่น กลิ่น Caramel นั่นเอง

 

พอได้มาเปิดร้านเป็นของตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมีเมนูเครื่องดื่มตัวนี้ อยู่ในเมนูของร้าน … ผมมาพบอีกโลกหนึ่งของ ความหอม และ ความหวาน เพราะโลกแห่งนี้ สามารถสร้างสรรค์ เมนูเครื่องดื่มได้มากมายไม่มีที่สิ้นสุด โลกแห่งความหอมและความหวาน แห่งนี้ ทำให้ผมสามารถ กำเนิดเครื่องดื่มผลไม้บางรายการ สำหรับคนที่ไม่นิยมคาเฟอีน แต่ก็สามารถนิยม ชมชอบร้านกาแฟอินดี้ เล็ก ๆ แห่งนี้ได้ และโลกแห่ง syrup แห่งนี้ยังช่วยทำให้ รสชาติของผลไม้ที่ประเทศเราไม่สามารถปลูกได้ แต่เราสามารถสร้างรสชาติผลไม้นำเข้า ร่วมกับ ผลไม้สด ๆ จากสวนที่หาซื้อได้ในระแวกร้านฯ ทำให้เกิดเครื่องดื่มรสชาติใหม่ ๆ มากมายหลายเมนู

 

หนึ่งใน น้ำเชื่อมแต่งกลิ่นที่ ผมชื่นชอบมาก ๆ นั้น คือน้ำเชื่อมของ Monin ซึ่งถ้าจะให้ออกเสียงตามประเทศต้นกำเนิด คงจะต้องเขียนได้ว่า “โม (แ)นั(า)ง ” หลายคนอาจจะงง นึกว่าผมเขียนผิด ที่เขียนไปแบบนั้นเพราะจากที่ผมได้ฟังอยู่หลายครั้ง สามารถออกเสียงได้สามอย่างผสมกัน คือ ” โมน่า” , ” โมนัง ” และ ” โมแนง” ครับ ซึ่งผมเองถนัดเรียกชื่อได้แบบไทย ๆ ว่า ” โมแนง ” แต่ถ้าใครจะอ่านเป็นแบบ อังกฤษ หรือ อเมริกันว่า ” โมนิน ” ผู้ผลิตก็ไม่โกรธ…. เพียงขอแค่ให้ซื้อไปใช้ก็พอ …

 

monin-logotype-pantone-co.jpg

 

Monin เป็นบริษัท ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศ ฝรั่งเศส เริ่มผลิตน้ำเชื่อมแต่งกลิ่นมาถึง 3 generation หรือตั้งแต่ปี 1912 เป็นต้นมา จนปัจจุบัน ไม่ว่าบริษัทฯ จะเติบโตไปเช่นไรก็ตาม บริษัทน้ำเชื่อมแห่งนี้ ก็ยังคงยึดมั่นในสินค้าชนิดเดียวของตระกูลอย่างเหนียวแน่น ทำการผลิตน้ำเชื่อมแต่งกลิ่นออกมาจัดจำหน่ายไปแทบทั่วทั้งโลก จะว่าไปเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกไปถึงบทเพลง ๆ หนึ่งของวงดนตรี อารมณ์ดี มีนามว่า เฉลียง ที่มีเพลง ” นายไข่เจียว ” สุดฮิตในยุคนั้น “นายไข่เจียว” เป็นบทเพลงที่กล่าวถึงการทำอะไรก็ได้ให้ดีที่สุด ให้เชี่ยวชาญที่สุด เพียงหนึ่งสิ่ง แล้วสิ่งที่เสมือนว่าธรรมดาที่สุด จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดเข้าถึงได้ นอกจากผู้พากเพียรนั้น ๆ

 

Monin เป็นน้ำเชื่อมชนิดเดียวในตลาดวันนี้ ที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะกลิ่น ทุก ๆ กลิ่นจะถูกสกัดจากวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วน ๆ อย่างเช่น วนิลลาที่สกัดจากวนิลลาแท้ ๆ จาก มาดากัสกา เป็นต้น นอกจากนั้น ความเข้มข้นของตัวน้ำเชื่อมเอง ก็ผลิตจากน้ำตาลบริสุทธ์ิ 100 % ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางเคมี หรือ การนำสารความหวานที่แปรรูปมาแล้วมาผสมกับน้ำ ดังนั้น syrup ทุก ๆ ตัวของ Monin จึงมีความหวาน และ ความเข้มข้นมากกว่า syrup ตัวอื่น ๆ จึงทำให้ปริมาณที่ใช้จริง ๆ น้อยกว่านำ้เชื่อมตัวอื่น ๆ อีกพอสมควร ที่สำคัญกลิ่นที่ได้จาก Monin หอมนุ่ม ละมุนมาก ไม่รบกวน หรือ กลบ กล่ินกาแฟเลย และนอกจากนั้น Monin ยังถูกบรรจุมาในขวดแก้วสวยหรู จากฝรั่งเศสโดยตรง

และในวันนี้ บริษัท Monin ในประเทศฝรั่งเศส ได้ให้ความไว้วางใจ ให้ Peaberry Ltd. เป็นผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ร่วมกับผู้นำเข้า คือบริษัท อิตาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด โดยทางเรามีหน้าที่ดูแลตลาดร้านกาแฟ และ โรงแรมฯ (บางจังหวัด) ในประเทศไทย จากข้อตกลงดังกล่าว จะทำให้ร้านกาแฟต่าง ๆ ในประเทศไทย จะมีน้ำเชื่อมแต่งกลิ่นรสชาติดี และ ปลอดภัยต่อร่างกายไว้ใช้ในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้นครับ

 

750ml_blue-curacao.jpg750ml_caramel.jpg750ml_vanilla.jpg

 

หากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจที่จะทดสอบ หรือ เลือกซื้อ ติดต่อได้ที่เว็บไซน์ หน้า Home ได้เลยนะครับ หรือฝากชื่อที่อยู่มาได้ เพื่อทางเราจะจัดส่งตัวอย่างพร้อมทั้งแหล่งที่สามารถซื้อหาได้ใกล้บ้าน หรือ ร้านของท่านไปให้ทุกท่านได้ทดลองครับ .

เครื่องบดกาแฟ มือหมุน

Tuesday, May 6th, 2008

ผมนึก นิยมเครื่องบดกาแฟ Zassenhaus ของคุณหมอพร ตั้งแต่เมื่อคราวที่นำเอามาทดสอบเมื่อครั้งที่แล้ว …  ทำให้นึกอยากจะได้เอามาไว้ใช้ซักตัว แต่ก็เป็นการยากที่จะได้เจ้า Zassenhaus ของใหม่ไว้ครอบครอง

สมัยที่ผมได้พื้นที่ให้ไปเปิดร้านกาแฟภายในอาคารของศูนย์รถยนต์หรู จากฝรั่งเศส นั่นคือ เปอโยต์  รถยนต์ที่หลาย ๆ คนชมชอบในดีไซน์ และความแรง นั้น  ผู้บริหารท่านเคยบอกผมว่า จริงๆ แล้ว Peugeot นั้นมีประวัติต้นกำเนิดมาจาก บริษัทฯ เหล็ก และ บริษัท ผลิตเครื่องบดพริกไทย และ เครื่องบดกาแฟมือ มาก่อน หรือแม้แต่กระทั้ง เลื่อย ตั้งแต่ปี ค.ศ.  1842 นั่นหมายความว่า นับปีปัจจุบันนี้ บริษัทเล็ก ๆ ผู้กลายเป็นบริษัทฯ ผลิตรถยนต์ที่มีนวัตกรรม ชื่อก้องโลกจะมีอายุกว่า 166 ปีแล้ว!!!   ถ้าหากกล่าวอ้างบริษัทผู้ผลิต “สากกระเบือ ยัน เรือรบ” แล้ว นอกจาก มิตซูบิชิิ ที่ผมนึกถึงแล้วละก็ ผมก็จะนึกถึง เปอโยต์อีกบริษัท   ไม่ใช่ว่า เปอโยต์จะผลิตสินค้ามากมายเหมือน มิตซูฯ แต่ผมเปรียบเหมือน  สากกระเบือเป็นเครื่องครัว และ เรือรบเป็นดั่ง รถยนต์จนถึงรถบรรทุก ซึ่งเป็น 2 สิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่า จะถูกผลิตมาจากบริษัทฯเดียวกันนั่นเอง …

salvador-naturel-21-c.jpg

peugeot-908-rc.jpg

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องบดกาแฟ  Peugeot  ไม่ได้ถูกผลิตมาเพื่อเป็น พร็อพ ไว้ตกแต่งให้ร้านกาแฟโก้เก๋ดูคลาสสิค แต่กลับถูกผลิตออกมาให้นำมาใช้งานจริง ๆ  ด้วยความขึ้นชื่อในเรื่องชุดฟันบดแบบ conical จากเหล็กของโรงงานเปอโยต์  จึงทำให้ความแข็งแรง และ คุณภาพของผงกาแฟที่ได้ ไม่เป็นรองเครื่องบดกาแฟตัวละหลาย ๆ หมื่น  ทำให้เครื่องบดมือหมุน ที่สามารถใช้งานได้จริง ๆ จะกลายเป็นเครื่องบดที่ผมจะไว้ใช้ติดบ้าน เพื่อใช้บดกาแฟชงกับ AeroPress หรือ Eva solo เครื่องชงสุดกิ๊บเก๋  ในวันหยุด  และ อีกตัวจะเอาไว้ใช้พกไปไหนต่อไหน ยามเดินทาง โดยบดกาแฟได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้า อีกทั้งสะดวกมือ แต่ไม่สะดวกแรง อย่างยิ่งเวลาใช้บดกาแฟเพื่อทำ cupping กาแฟที่แตกต่างกันไม่เกิน 3 ชนิด (เกินกว่านี้เหนื่อยครับ) ยามเดินทางไปที่ต่าง ๆ เพราะเครื่องบดตัวนี้ไม่ทำความร้อนให้กับกาแฟ และ ไม่เหลือผงกาแฟค้างเลย

 

peugeot-mills.jpg

 

peugeot-burr.jpg

 

peugeot-burr2.jpg

งานนี้ผมเลยสั่งมาลอง 3 ตัว แต่จะแบ่งให้เพื่อน ๆ ที่อยากได้ 1 ตัวครับ  (รุ่นที่เหมือนกันในรูป แต่คนละสี )   ผมให้ราคาเท่ากับที่ได้มาเป็นเงินบาทแล้วอยู่ที่ 3,900 บาท ครับ