Archive for November, 2009

เหมือนดั่ง รางวัลแห่งอาชีพ

Wednesday, November 25th, 2009

 

 drink-for-royal.jpg

ในชีวิตคนทำกาแฟธรรมดา ๆ อย่างผม การที่ได้มีโอกาศชงและ ปรุงกาแฟให้กับ ผู้ที่ชื่นชอบ และ ชื่นชมมาตลอดชีวิต เป็นเรื่องน่ายินดีกว่าเรื่องอื่นเป็นไหน ๆ  ชาวต่างประเทศหลาย ๆ คน คงปลื้ม และ หลงตะโกนร้องก้องให้กับ ศิลปินนักร้องชื่อก้องโลกอย่างไมเคิล แจ๊คสัน เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่  อีกหลาย ๆ คน เฝ้ารอคอยการมาเยือนของ หนุ่มเรน จากแดนเกาหลี ที่จะเดินทางมาเมืองไทย …

หนึ่งในดวงใจ ผู้ที่เป็นศิลปิน เป็น นักปราชญ์ เป็นนักคิด และ เป็นนักทำงานที่หารู้จักเหน็ดเหนื่อยไม่ คือ ในหลวงของข้าพเจ้า ผมเองเคยฝันว่าอยากจะได้รับประราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ แต่ผลการเรียนในอดีตไม่สามารถให้ข้าพเจ้าบรรลุเป้าหมายได้ …

 ตลอดระยะเวลา ข้าพเจ้าเห็นพระองค์ทรงทำงานอย่างไม่มีวันหยุด พร้อมด้วยองค์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ที่ช่วยเหลือพระองค์มาโดยตลอด  ภาพข่าว และ เรื่องราวต่าง ๆ นานา ขององค์สมเด็จพระเทพฯ ทำให้ข้าพเจ้าปลาบปลื้ม พระองค์ทรงเรียบง่าย ทรงทำงานหนักมาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมาเมื่อพระองค์ท่านได้เสด็จมาทำพิธีเปิดอาคารแห่งใหม่ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ในระหว่างที่ท่านเสด็จเยือนส่วนของห้องสมุดธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ ร้านกาแฟเล็ก ๆ ของคนทำกาแฟอย่างข้าพเจ้าอาศัยทำธุรกิจอยู่  พระองค์ท่านได้เสด็จเยือน ร้านของข้าพเจ้า อันเป็นความปลาบปลื้มเป็นที่สุดของคนธรรมดาอย่างข้าพเจ้า  และเมื่อมีโอกาศ ข้าพเจ้าได้รับสั่งให้ถวายเครื่องดื่มกาแฟแก่พระองค์ฯ นั่นถือเป็นที่สุดของอาชีพคนทำกาแฟที่มีโอกาศได้ปรุงกาแฟถวาย  วันเล็ก ๆ ในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งวันที่ย่ิงใหญ่ที่สุด  ข้าพเจ้าบรรจงบดกาแฟด้วย  Espreszo Blend ที่มีส่วนผสมของกาแฟ ไทย , อินเดีย และ บราซิล นำเสนอในรูปแบบกาแฟ Cafe Latte พร้อมด้วย น้ำเชื่อมกลิ่น Toffee nut  เพื่อให้ความกลมกล่อมแก่เครื่องดื่มยิ่งขึ้น  หลังจากได้ทำการถวายแล้ว ข้าพเจ้ายังยืนนิ่ง ตื่นเต้นอยู่ไม่วาย  จนกระทั่ง มีรายการรับสั่งจาก ผู้ใกล้ชิดพระองค์ อีก 2 เมนูต่อมา ซึ่งคือ Cappucino และ Cafe’ Latte  ไม่นานนัก ผู้ใกล้ชิด เดินมาที่ร้าน ฯ  อันเป็นเหตุให้ข้าพเจ้า ถึงกับหน้าถอดสี  คิดไม่ถึงว่าการประหม่า จะทำให้ข้าพเจ้าพลาดได้ขนาดนี้ คิดย้อนไปถึง เสียดายเวลาทั้งหมดที่ทำเรียนมา น่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้ในช่วงเวลาสำคัญ ๆ

ผู้ใกล้ชิดพระองค์เดินมาพร้อมยื่นแก้วกาแฟที่เคยบรรจุ เครื่องดื่มที่ถวายพระองค์ฯท่าน  บัดนี้ เหลือเพียงแก้วเปล่าพร้อมน้ำแข็งบางส่วน ท่านผู้ใกล้ชิด เอ่ยปากชม Cappuccino ว่า “รสชาติ ดี นุ่มนวลมาก”  …. เป็นความสุข ที่ทำให้ข้าพเจ้า รู้ว่า ความพยายามที่ผ่านมาในความเชื่อของการทำดี ในความเชื่อถึงการกระทำสิ่งที่ถือว่าเป็นความเคารพต่อหน้าที่ในอาชีพนั้น มิสูญเปล่า และเหตุการณ์นี้เป็นเสมือนรางวัลชีวิตของคนทำกาแฟบริษัทฯ เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ได้ทุ่มเท เพื่อคุณภาพเสมอมา.

 

ข้อความดังกล่าว เป็นการแสดงความเคารพ ต่อพระองค์สมเด็จพระเทพฯ  ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด ฯ.

CAN…

Wednesday, November 11th, 2009

ช่วงนี้เพื่อน ๆ ที่ทำกาแฟเป็นยังไงกันบ้างครับ ? หลาย ๆ คนคงจะเหนื่อยเพราะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่อีกหลาย ๆ คนคงรู้สึกตรงกันข้าม  ….

 

วันนี้ผมโชคดีได้รับ Forward Mail หนึ่งมาจาก น้อง จีจี้ ซึ่งเป็น Thailand Barista Champion 2008  เรื่องความเก่งในเรื่องกาแฟคงไม่ต้องพูดถึง ซึ่งผมต้องขอขอบคุณที่ได้ส่งเรื่องดี ๆ มาให้ดูให้ชมกัน  จนทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะเก็บไว้ดูคนเดียว.. วันนี้ผมจึงของด คาเฟอีน ซักหนึ่งวันนะครับ แต่ทดแทนให้ด้วย Adrenaline แทนครับ.

 

 

…..ชายหนุ่มคนหนึ่ง  ชวนพ่อซึ่่งป่วยด้วยโรคหัวใจ และวัยที่อยู่ในระยะปลายคน เข้าลงแข่งขันวิ่งมาราธอน ที่มีระยะทางหลายสิบไมล์  ผู้พ่อตอบรับคำชวนของลูก และเริ่มลงแข่งวิ่งมาราธอน เสมอ ๆ ในทุก ๆ รายการที่มีการจัดการแข่งขัน  จาก สิบ ๆ ไมล์ ระยะทางเริ่มมากขึ้น ๆ  ……

 

จนกระทั่งในวันหนึ่ง ด้วยจิตใจมุ่งมั่น ลูกชายคนเดิม เอ่ยปากชวนพ่อเค้าอีก ให้เข้าร่วมการแข่งขัน ไตรกีฬา หรือ Iron Man   ผู้เป็นพ่อ แน่นอนไม่มีทางปฏิเสธลูกชายคนนี้ได้ จึงได้ตอบรับ และ หอบสังขารเข้าร่วมการแข่งขันที่ประกอบด้วย การว่ายน้ำ ในทะเล ระยะทาง 3.86 กม.ปั่นจักรยาน ระยะทาง 180.2 กม.และการวิ่งมารธอนระยะทาง 42.195 กม. ซึ่งในคนปกติก็ยากหนักหนาอยู่แล้ว แต่พ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา!!!

 

พ่อลูกคู่นี้ ผมเชื่อว่าเค้าไม่ได้มีความโลภที่จะอยากได้ในเงินรางวัล หรือ สิ่งตอบแทนใด ๆ ทางวัตถุ แต่ผมเชื่อว่า เค้าทุ่มเทให้กับ ” ความตั้งใจ ” และ ” ความเชื่อ ” …

ลองมาดูภาพการแข่งขันของเค้าในรายการนึงที่ Link ด้านล่างนี้ดูครับ แล้วจะเข้าใจได้ว่า  CAN….     หรือ  CANNOT   พยางค์สุดท้ายไม่มีใครที่จะเติมให้คุณนอกจากตัวคุณเอง

http://www.youtube.com/watch?v=VJMbk9dtpdY

โปรดดู Video ใน youtube ก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านต่อนะครับ..

hoytfamily.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นไงครับ ?  ถึงกับอึ้งไปเลยใช่มั๊ย เมื่อผมดูจบ ผมคิดถึงคำสอนคำนึงของพระพุทธเจ้าที่ได้ยินจากท่าน ว.วชิรเมธีเลย  ท่านว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนให้เป็นแต่ผู้ชนะ ให้รู้จักแพ้ให้เป็น แล้วถึงจะชนะใจตนเอง …. ยิ่งเมื่อเห็นภาพตอนพ่อลูกคู่นี้เข็นรถเข้าเส้นชัย ด้วยเสียงเชียร์ และ กำลังใจรอบด้าน ผมเข้าใจเลยว่า วันนี้พวกเค้าคือผู้ชนะตัวจริงครับ.

 

 ข้อมูล :

ข้อมูลอื่นๆ

Dick Hoyt คุณพ่อวัย 65 ปี ของ Rick Hoyt ลูกชายวัย 43 ปี สองพ่อลูกจากรัฐ Massachusetts ได้เข้าร่วมการแข่งขันกรีฑามากมายถึงเก้าร้อยกว่ารายการ รวมถึงกีฬาการแข่งขันไตรกีฬาสุดโหด ที่การแข่งขันประกอบด้วย การว่ายน้ำ ในทะเล ระยะทาง 3.86 กม.ปั่นจักรยาน ระยะทาง 180.2 กม.และการวิ่งมารธอนระยะทาง 42.195 กม. ซึ่งในคนปกติก็ยากหนักหนาอยู่แล้ว แต่พ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา!!!

Rick ลูกชายป่วยด้วยภาวะสมองพิการหรือ cerebral palsy เนื่องจากสมองขาดออกซิเจนจากสายสะดือพันคอตั้งแต่แรกเกิด หมอที่ดูแลบอกว่าเขาต้องตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่าเป็น “ผัก” และบอกให้ทิ้งลูกไว้เมื่อเขาอายุได้แปดเดือน แต่ผู้เป็นพ่อและครอบครัวไม่ท้อใจ พวกเขาพา Rick กลับบ้านและเพียรพยายามเลี้ยงลูกอย่างดี

เมื่อ อายุ 12 Rick ได้เรียนรู้โดยการพิมพ์ผ่าน computer ที่ออกแบบพิเศษโดยใช้การเคลื่อนไหวของศีรษะ คำแรกที่เขาพิมพ์คือ “Go Bruins!” ( Bruins เป็นชื่อทีม ice hocky ที่มีชื่อ) ทำให้ครอบครัวได้รู้ว่า Rick เป็นแฟนกีฬาตัวยงเลยทีเดียว

ปี 1977 สองพ่อลูกได้เข้าร่วมการแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 ไมล์เป็นครั้งแรก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันอีกหลายครั้ง รวมถึงปัจจุบันพวกเขาในนาม “Team Hoyt” ได้เข้าร่วมการแข่งขันถึง 958 รายการ (นับถึง ม.ค. ปีนี้) ซึ่งเป็นไตรภาคีถึง 224รายการ

Dick ใช้อุปกรณ์พิเศษอันได้แก่ ที่นั่งด้านหน้าติดจักรยาน เรือพิเศษเวลาว่ายน้ำและ wheelchairเวลาวิ่ง พาลูกชายของเขาเข้าร่วมการแข่งขันไปทุกหนแห่งช่างเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่

 dickhoytpullquote.jpg


“สิ่งเดียวที่เป็นความแตกต่างระหว่างเนินดินกับภูเขา นั่นก็คือบางสิ่งบางอย่างที่เรียกว่าทัศนคติ”
Dick Hoyt

I CAN do all things through Him who strengthens me

“ผมสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ผ่านเขา บุคคลที่ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น”
Rick Hoyt

dickrick.jpg

 teamhoyt.jpg

The Hoyt Foundation Inc.
Address : Team Hoyt
241 Mashapaug Road
Holland MA 01521
Fax : (413) 245-9554
Email : teamhoyt@cox.net
Web: www.teamhoyt.com

 

iLevel Alarm แก้ปัญหาอันกวนใจ

Friday, November 6th, 2009

เผลอแป๊ป ๆ ผมเปิดร้านขายกาแฟมาจะ 8 ปีแล้ว การทำร้านกาแฟบางทีก็เป็นเรื่องน่าสนุก บางทีก็เป็นเรื่องน่าปวดหัว หลาย ๆ สาขา ติดข้อจำกัดด้านสถานที่มากมาย ทำให้ไม่สามารถเดินระบบประปาได้ แต่ด้วยความที่เราอยากขาย จึงจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหาเรื่องระบบประปาให้ได้  ผมเพิ่งปรับปรุงร้านสาขา อาคารปัญจธานี ไปได้ไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาที่ขายมาสถานที่ ๆ ผมอยู่ไม่สามารถเดินท่อน้ำ หรือ ระบบประปาได้ จึงจำเป็นต้องใช้ถังน้ำมาสำรองไว้ใช้ล้างสิ่งของและอุปกรณ์  สำหรับเครื่องชงกาแฟนั้นก็จำเป็นจะต้องใช้นำ้ถังที่สั่งจากผู้ให้บริการน้ำดื่มมาส่งเป็นขนาดถัง 18.9  L จนกระทั่งได้สถานที่ทำออฟฟิศไม่ไกลจากร้านนัก จึงเริ่มใช้น้ำจากระบบน้ำกรองจาก Best Max  ที่เป็นเครื่องกรองน้ำจากเยอรมันนี ออกแบบสำหรับใช้กับเครื่องชงกาแฟ และ กาแฟเอสเพรสโซ่โดยเฉพาะ แต่ก็ไม่วาย มีปัญหากวนใจจากการที่ พนักงานลืมเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ หรือ ใช้น้ำมากจนลืมเปลี่ยนถังที่ตั้งไว้สำหรับถ่ายน้ำทิ้ง บางทีจึงทำให้พื้นที่ขายเจิ่งนองด้วยน้ำที่ใช้แล้ว และ เครื่องมีปัญหาเนื่องจากขาดน้ำ  ถ้าเมื่อไรก็ตามที่สองปัญหานี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แทบจะทำให้อยากปิดร้านขายในทันที  หลัง ๆ พนักงานน่ารัก จิ้มลิ้ม ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้มานั่งกินกาแฟเริ่มลาออก เหลือแต่พนักงานสาวร่างกายกำยำ เพราะต้องทำงานหนัก ทั้งถูพื้นเนื่องจากน้ำล้น เปล่่ียนถ่ายน้ำเนื่องจากน้ำขาด และ อื่น ๆ อีกจิปาถะ

ผมเริ่ม ๆ คิดถึง อุปกรณ์ที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องนี้ดีพอ เลยได้แต่คิด แต่ไม่เคยทำได้ซักที เมื่อครั้งมีโอกาสพบ ดร.โจ (ข้อสงวนชื่อและนามสกุลจริง)  ซึ่งเปิดร้านกาแฟเป็นงานอดิเรกอยู่ที่ เชียงใหม่ ก็พบปัญหาเดียวกัน คล้าย ๆ กัน คุณโจจึงรึเริ่มออกแบบโปรแกรมการทำงานให้ใช้งานได้จริง ไม่ยุ่งยากซับซ้อน  ….

 level-alarm-1.jpg

ผมแทบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่นาน เมื่อ ดร.โจ เดินทางลงมาประชุมที่กรุงเทพฯ ก็นำ  ilevel Alarm ติดมือมาให้ผมทดลองใช้ แรก ๆ ผมดูหน้าตาแล้ว ก็งง ๆ เพราะไม่มีปุ่มอะไรมาเลย แต่เมื่อคิดถึงโปรแกรมการทำงานแล้ว ก็น่าสนใจมากเนื่องจากไม่มีอะไรให้ต้องเข้าใจยาก เพียงแค่ นำก้านสแตนเลสจุ่มลงไปในถังน้ำ พร้อมกับสายดูดน้ำจากเครื่องชงกาแฟ เมื่อใช้น้ำจนใกล้จะหมด น้ำลดลงต่ำกว่าระดับแกนเซนเซอร์ ซึ่งวัดระดับไว้จากถังขนาด  18.9 L. อยู่แล้ว หรือ หากอยากได้ สั้นกว่านี้ก็สามารถตัดแกนเซนเซอร์ให้ได้ระดับที่ต้องการได้ทันที และเมื่อน้ำลดลงต่ำกว่าระดับ เครื่องจะส่งเสียงเตือน ปิ๊ป ๆ ๆ สามครั้ง ภายในเวลา  1 นาที  การที่การเตือนไม่ตอบสนองทันทีนั้นเกิดจากความตั้งใจ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าน้ำลดระดับลงจริง ๆ ไม่ใช่เกิดจากการขยับเขยื้อนถังหรือ ตัว  iLevel Alarm   หลังจากการเตือนครั้งแรก จะดังมีระยะห่างกันพอสมควร แต่เมื่อยังไม่ได้เปลี่ยนน้ำ หรือ เติมน้ำเข้าไป เครื่องจะค่อย ๆ ดังถี่ขึ้น ๆ เพื่อช่วยให้เราทราบได้ว่า น้ำลดเกินระดับมาระยะนึงแล้ว  หลังจากผมได้ใช้งานจริง ก็พบว่าตั้งแต่นั้นมา ผมไม่เคยเจอปัญหาเรื่องน้ำในเครื่องชงกาแฟขาดน้ำอีกเลย จึงอยากจะสนับสนุนคนไทยด้วยกัน เลยบอกคุณโจให้ผลิตออกมาขายอย่างจริงจัง

 level-alarm-2.jpg

level-alarm-3.jpg

แต่เนื่องจากคุณโจทำงานเป็นนักวิชาการด้านสิทธิบัตรทางปัญญาอยู่ที่ ม.เชียงใหม่ จึงไม่มีเวลาทำจริงๆ เลยนำโปรแกรมดังกล่าวที่ผ่านการจดทะเบียนสิทธิบัตรทางปัญญาไปให้เพื่อนที่มีโรงงานทำอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคลองทำขึ้นมาออกขายสู่ตลาดอย่างจริงจัง ผมอยากจะช่วยให้ใครก็ตามที่มีความคิดดี ๆ ไม่ลอกเลียนแบบใคร คิดและทำขายได้จริงๆ ในอนาคต เราอาจจะมีสินค้าดี ๆ ที่เป็นการคิดและออกแบบด้วยคนไทยด้วยกันเองจริงๆ  ที่ผ่านมาเราเจอแต่ฝรั่งฟ้องร้องเราเรื่องละเมิดลิขสิทธิ คราวนี้อาจมีการสวนกลับถ้าฝรั่งคิด copy  ก็เป็นได้ แต่ไม่อยากเห็นคนไทย copy กันเองเลย ได้โปรดเถอะ

level-alarm-4.jpg

สำหรับตัวเตือนน้ำล้น ใช้ได้กับร้านที่สำรองน้ำไว้ล้างกาแฟ หรือ ร้านที่มีถังรองน้ำจากเครื่องชงกาแฟ บางครั้ง ถังต่าง ๆ อยู่ใต้เคาเตอร์ไม่ได้ดู มาพบอีกที น้ำกาแฟที่ถ่ายจากเครื่องเลอะนองเต็มตู้ก็เป็นปัญหาที่น่ารำคาญใจมากมายเลยทีเดียว

ในอนาคตร้านค้าต่าง ๆ ที่ซัพพลายด้านอุปกรณ์กาแฟอาจจะมีวางจำหน่ายมาขึ้น หรือ ติดต่อสั่งซื้อได้ที่ Espressofriend.com ได้เลยครับ ในราคาตัวละ 9oo บาท รวม VAT 7 % แล้ว  สีดำเป็นเครื่องเตือนน้ำขาด สีขาว เป็นเครื่องเตือนน้ำล้น สำหรับสาว ๆ ที่สั่งซื้อวันนี้เดิมทีจะแถมเบอร์มือถือ ดร.โจให้ เพราะแกหล่อได้ไม่แพ้ เคน  ธีรเดชเหมือนในเรื่อง  ” รถไฟฟ้า มหานะเธอ” เลยทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียว ที่เหมือนจะไม่โสดเหมือนพระเอกในเรื่องนั้นซะแล้ว….

Quality Coffee Again

Wednesday, November 4th, 2009

ห่างหายไปนาน … ผมต้องขออภัยเพื่อน ๆ ที่เข้ามาติดตามอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ใน blog  นี้ด้วยครับ ด้วยมีหลาย ๆ เรื่องประดังเข้ามาในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน เสมือน ช่วงหนึ่งชั่วโมงหลังอาหารกลางวันของร้านกาแฟย่านสำนักงาน  แทบจะเป็นไปได้ยาก ถ้าจะบรรจงเสริฟกาแฟเอสเพรสโซ่ดี ๆ ซักแก้ว ท่ามกลางมรสุมกาแฟเย็นที่รายล้อม

 

เร่ิมต้นการเขียนเรื่องราวครั้งใหม่ ด้วยการขอขอบคุณ ครูกาแฟหลาย ๆ ท่านของผม หนึ่งในครูที่ผมถือว่าเปิดโลกกาแฟคุณภาพให้ผมรู้จัก คือ ท่าน Sunalini N. Menon ซึ่งเป็นนักชิมกาแฟชาวอินเดีย เป็นหนึ่งในผู้พยายามยกระดับคุณภาพกาแฟของอินเดียให้ไปได้ไกลอย่างเช่นทุกวันนี้ และ เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำให้ผมรู้ซึ้งถึงการตั้งใจทำทุก ๆ อย่างด้วยความพยายาม ตั้งใจ ใช้เวลา และ อดทน  ผมเปิดโลกทัศน์แห่งโลกกาแฟที่ดี ที่มีคุณภาพด้วยอาจารย์ท่านผู้นี้  ผมยังจำช่วงเวลา อันน่าระทึกเมื่อครั้งไปเยี่ยมเยี่ยนสวนกาแฟที่อินเดีย และ การไปฝึกทักษะด้านการชิมกาแฟได้ดี   อาจารย์อีกท่าน เป็นชาว เนเธอแลนด์ ที่ตั้งรกรากอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ซาน ฟรานซิสโก ท่านผู้นี้ เป็น กูรูเรื่องกาแฟคนนึงของอเมริกา หรือ อาจจะพูดได้ว่า เป็นหนึ่งในคนที่ อุตสาหกรรมกาแฟชนิดพิเศษรู้จักดีก็ว่าได้ ท่านคือ  Willem J. Boot  เป็นคนที่สอนให้ผมเข้าใจเรื่องการเบลนด์กาแฟ ได้ดีขึ้น และ Mr. Rob Stephen ผู้ที่สอนเรื่องการคั่วกาแฟ ด้วยเครื่องคั่วที่ทำให้วันนี้ผมถึงรู้ความแตกต่าง ของลักษณะของเครื่องคั่วแต่ละชนิด ทำให้เข้าใจในที่สุดว่าสิ่งในคือการควบคุตัวแปร ในการคั่วกาแฟที่ดี   นอกจากนั้น ผมยังต้องขอขอบคุณ ไปยังครูกาแฟอีกหลายท่าน เช่น อาจารย์ พัชนี สุวรรณวิศลกิจ , อ. วราพงศ์ และ อาจารย์ ต่าง ๆ ในคณะเกษตร ม.เชียงใหม่  รวมถึง อาจารย์ สายันต์ ขาวสะอาด ผู้ที่ทำให้ผมรู้จักการคั่วกาแฟเป็นครั้งแรก  นอกจากนั้น ยังมี ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ให้ความรู้ผม ไม่ว่าจะเป็น   Dr. Massimiliano Fabian เจ้าของ  Demus Lab  แห่งเมืองกาแฟ Trieste ประเทศอิตาลี่ ที่พาเข้าเยี่ยมชมโรงงานแยกสกัด คาเฟอีน และ  Lab ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก  , Dr. Andrej Godina  ที่ตอบข้อซักถามตลอดเวลาในช่วงที่อยู่ประเทศอิตาลี่ ปีที่ผ่าน ๆ มา  และ อีกมากมายหลายท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยนาม .

 ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ผมเดินทางไปร่ำเรียนเรื่องการคั่วกาแฟมาเพิ่มเติม ที่อเมริกา และ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ก็ลองเข้าสอบ Q Grader ไปด้วย เดิมทีผมไม่มีความรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ ” Licensed Q Grader ” รู้เพียงแต่ว่า นักค้ากาแฟในฝั่ง อเมริกา หรือ อเมริกากลาง ค่อนข้างให้ความเชื่อถือ นักชิมกาแฟที่ผ่านการทดสอบจนได้เป็น Q grader พอสมควร  ในทุก ๆ ปี Q grader นั้นจะเดินทางสู่ ประเทศผู้ผลิตกาแฟสาร เพื่อค้นหา เลือกชิม และ เลือกซื้อกาแฟ มาเพื่อขายต่อ หรือ นำมาใช้ในโรงคั่วของตัวเอง คำว่า Q grader นั้น เป็น หนึ่งในโครงการของ สถาบัน Coffee Quality Institute แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเกี่ยวโยงโดยตรงกับ SCAA หรือ สมาคมกาแฟชนิดพิเศษแห่งอเมริกา   สถานบัน CQI นี้ทำหน้าที่ ตรวจสอบ และ พัฒนาคุณภาพของกาแฟ รวมถึงผู้ปลูกกาแฟ ซึ่งมีโครงการที่รับรอง และ ออก ประกาศนียบัติในกับผู้ใดก็ตามที่ผ่านการทดสอบ ด้านความรู้เรื่องการชิมกาแฟ , การแยกความแตกต่างด้าน กลิ่น , รส  รวมถึงผ่านการสอบความรู้ทั่วไปอีก 100 ข้อ  หากใครสนใจอยากติดตามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.coffeeinstitute.org/q_grader_program.asp 

qlogo_1×1.JPG

ผมจำได้ดี ในการเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุดเท่าที่จะหาได้  ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้นกว่า 26 ชั่วโมง กับการต่อเครื่องบิน ถึง 3 ต่อ ไปสู่เมืองที่ผมไม่รู้จักใครทั้งสิ้น … เมื่อถึงรุ่งเช้า ในคลาสมีการแนะนำตัวกันง่าย ๆ ซึ่งกลายเป็น คนเอเชียเพียงคนเดียว  ที่เหมือนคุยอะไรกับใครก็ไม่รู้เรื่อง เพราะนอกนั้นเดินทางมาจากอเมริกาทั้งสิ้น  นอกจากจะปวดหัวจาก การเปลี่ยนเวลากระทันหันและการเดินทางอันยาวนาน หรือ ที่เรียกกันว่า ” Jet Leg ” แล้ว ผมยังต้องปรับตัวกับการปรับหูจากการพูดและ การฟังภาษาอังกฤษอีกด้วย ในวันแรก ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า เราเดินทางมาเพื่อเอาประสบการณ์เท่านั้น มิได้หวังว่าจะสอบผ่านหรือสอบได้แต่อย่างไร เพราะวันแรกฟังการทำข้อสอบไม่เข้าใจแล้ว ผมเขียนข้อสอบผิดไป 1 section จากทั้งหมดที่จะต้องทำการสอบให้ผ่าน 21 section ในครั้งนี้ทุก ๆ การเคลื่อนไหวผ่านการควบคุมและจับตาจากคณะกรรมการจากกล้องวงจรปิดที่ Head Office ของ SCAA ที่ California ตลอดเวลา  หากมีการพูดคุย ปรึกษากันระหว่างการทดสอบการชิมกาแฟ จะมีสายด่วนจาก SCAA โทรมาสอบถามผู้ควบคุมการสอบทันที! ดู ๆ ไป เหมือน บ้าน ทรู อคาเดมี่เลยดีเดียว   วันแรก ผมผิดไปหนึ่งการทดสอบ  แต่ในคลาสนี้ ผมมีโอกาศได้แก้ตัวในวันสุดท้าย ไม่เกิน 2 section  จำนวนคะแนนที่ได้ จะต้องผ่านเกณฑ์ อย่างน้อย 75% ขึ้นไป หรือ 80%  ขึ้นไปในบางหัวข้อ  และ หากผ่านทุกหัวข้อ ยกเว้นข้อสอบความรู้ทั่วไป เกิน 80% แล้วนั้น จะได้ certificate SCAA CUPPING JUDGE  เพิ่มอีกหนึ่งใบด้วย

หลังวันแรกผมกลับมาล้มตัวลงนอน ปวดหัวอย่างหนัก โชคดีติดยาพารามาสองเม็ด ผมซัดและทิ้งตัวลงนอน ในหัวคิดวนเวียนว่า “จะเดินทางข้ามโลก กว่า 26 ชั่วโมงมาเพื่อเอาแค่ประสบการณ์ แล้วให้ฝรั่งคิดว่าเราอยู่หลังเขาอีกเหรอ?”  วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้า แล้วตั้งใจว่า ถ้าวันนี้ผ่าน ก็ค่อยหวังเป็นวัน ๆ ไป  …. เผลอเหงาอยู่ไม่นาน ก็ผ่านไปกว่า 5 วันเสร็จสิ้นการสอบ …ผลลัพธ์กลับไปลุ้นเอาที่เมืองไทย รู้แต่ว่า คะแนนเรื่องการชิมไม่รวมข้อสอบ 100 ข้อ มีผ่านสองคน  ชาวอเมริกัน 1 คน ซึ่งเป็นนักคั่วกาแฟแห่ง Equal Exchange Coffee แล้วก็ผมอีกคน เสียดายที่มีอยู่ 1 section  ผมขาดไป 3 คะแนน ก็จะผ่าน  SCAA CUPPING JUDGE  คงจะต้องไป Retake อีกครั้งในช่วง เมษายน ปีหน้า

me-rob.jpg

….กลับมาวุ่น ๆ กับเรื่องงานที่คลั่งค้าง และเรื่องที่จะต้องเดินทางต่อไปดูงานที่ มิลาน หลังกลับมา ผมพบเอกสารไปรษณีย์ส่งมาจากอเมริกา เปิดมาเป็น Certificate Licensed Q Grader  !!!   นั่นหมายความว่าข้อเขียนที่ไม่คิดว่าจะผ่านก็ผ่านจนได้  และ ทั้งหมดนั้น ตลอดเวลาที่ทำการทดสอบอยู่ที่นั่นผมระลึกถึงอาจารย์แต่ละท่านที่ทำให้ผมผ่านจนมาถึงวันนี้จนได้

 q-grader-certificate.jpg

 

เดิมทีผมคิดอยู่นานว่าจะพูดถึงเรื่องนี้ดีมั๊ย เพราะเปรียบเสมือนดาบสองคม สำหรับคนที่ชอบพอ คบหาไปมาเป็นประจำ คงจะร่วมยินดีด้วย แต่ผมไม่สามารถห้ามคนอื่นที่อาจจะคิดว่าผมอวดอ้าง โฆษณาอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งเมื่อคิดไตร่ตรองดีแล้ว ผมมองว่า หากมีอีกหลาย ๆ ท่าน พยายามและมุ่งมั่นสอบให้ได้ Licensed Q Grader เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมกาแฟในประเทศเราจะพัฒนาไปได้อีกมากทีเดียว และ อย่างน้อย คนที่มุ่งมั่นหาคุณภาพ อย่างน้อยเราก็ยังจะได้พูดจาประสาเดียวกัน .

 

สำหรับผู้ที่สนใจที่จะเรียนเรื่องการชิมกาแฟเบื้องต้น ในคลาส ” Basic Coffee Cupping” รุ่นที่ 3  ในวันที่ 14-15 พฤศจิกายน นี้  ลงชื่อได้ที่นี่ หรือ โทรมาสอบถามได้ที่ ศูนย์ แปด หนึ่ง 8288558 เลยครับ รับเพียง 4 ท่านเท่านั้น เรียนสองวัน ราคา 3,500 ครับ หรือส่ง e-mail มาแล้วผมจะส่ง class outline ไปให้ครับ